• ลดขนาดอักษร
  • ขนาดอักษรปรกติ
  • เพิ่มขนาดอักษร
ยินดีต้อนรับสู่เว็บไซต์ธัมมะธัมโม
 
สื่อสาร เนื้อหาล่าสุด
 สื่อสาร
ยินดีต้อนรับ บุคคลทั่วไป   
 เรื่อง :คนดีเขาไม่ตีใคร.. วันพฤหัสบดีที่ ๐๗ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๖ เวลา ๑๑:๐๔ น. 
ธัมมะธัมโม
ลงทะเบียนเมื่อ: วันเสาร์ที่ ๒๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๓ เวลา ๒๒:๑๑ น.
: 96
ที่อยู่
หัวข้อ : ธรรมะน่ารู้
เรื่อง : คนดีเขาไม่ตีใคร

 

คนดีเขาไม่ตีใคร

 

LuangPuDu02

หลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ วัดสะแก
ต.ธนู อ.อุทัย จ.พระนครศรีอยุธยา


 

"...หลวงปู่ท่านมักกล่าวถึงมงคลที่สำคัญที่ท่านอยากให้ลูกศิษย์ได้นำไปปฏิบัติ คือ มงคล 38 ประการ มงคลที่ท่านพูดถึงบ่อยๆ นั่นคือ สัมมาวาจาชอบ คือ พูดแต่สิ่งที่เป็นมงคล



ท่านว่าคนส่วนมากมักสร้างกรรมทางวาจา เพราะกรรมนี้สร้างได้ง่าย แต่เขาไม่รู้หรอกว่าผลของกรรม เมื่อส่งผลจะร้ายแรงเพียงไร คำพูดนั้นสำคัญมาก บางคนพูดไม่ดีกับผู้อื่น จนเป็นเหตุถึงโกรธเกลียดกันชั่วชีวิตก็มี



บางรายคำพูดเพียงไม่กี่คำ ก็ทำให้ไม่พูดกันไปหลายปี คนส่วนมากที่ขึ้นโรงขึ้นศาล หรือทะเลาะกันจนไปถึงฆ่ากันตาย ก็เพราะคำพูดที่ไม่ดีนี่แหละ



LuangPuDu01หลวงปู่ท่านสอนอยู่เสมอว่า อย่าไปพูดไม่ดีกับใครเขา ถ้ามีคนมาว่าหรือด่าเรา แต่เราไม่ว่าหรือด่าเขาตอบ มันก็จะไม่มีเรื่องกัน แต่ถ้าแกไปด่าเขาเมื่อไรนั่นแหละเรื่องใหญ่ ท่านสอนศิษย์เสมอว่า อย่าไปพูดทำลายความหวังของใครเขา เพราะนั่นอาจจะเป็นความหวังเดียวที่เขามีอยู่ ถ้าแกไปพูดเข้าเมื่อไหร่ กรรมใหญ่จะตกแก่ตนเอง



ท่านบอกไว้อีกว่า คนที่ชอบด่าหรือใส่ร้ายผู้อื่น รวมไปถึงการพูดไม่ดีต่างๆ กับคนอื่นนั้น กรรมจะมาเร็วมาก  เขาผู้นั้นจะเป็นคนที่มีศัตรูทั้งภายนอกและภายใน ไม่เป็นที่รักของคนทั่วไป ตรงกันข้ามกลับเป็นคนที่น่ารังเกียจแก่คนทั้งหลาย กรรมนี้จะทำให้เขามีเรื่องและเดือดร้อนอยู่เสมอๆ  ทั้งทางกายและทางใจ บางคนทำกรรมนี้ไปเรื่อยๆ อย่างไม่รู้ตัว พอกรรมดีที่ตนเคยสร้างมาแต่ปางก่อนหมดหรือเหลือน้อยลง กรรมชั่วที่สร้างนี้ก็จะสนองเขาอย่างหนักทั้งในภพนี้และภพหน้า...




...บางครั้งก็พูดใส่ร้ายให้โทษ ด่าว่าทะเลาะวิวาท ทำให้เราไม่สบายกายและสบายใจเป็นอย่างมาก มีเรื่องเดือดร้อนต่างๆ อยู่ตลอดเวลาอย่างไม่จบสิ้น มีลูกหลานก็จะดื้อด้าน ว่านอนสอนยาก ทำความเดือดร้อนให้เสียเงินทองอยู่มิได้ขาด ว่ากล่าวลูกหลานไม่เชื่อฟัง ไม่เคารพนับถือ ลูกหลานบางคนก็จะอกตัญญู  ตนเองมักจะเดือดร้อน ด้วยการเป็นโรคร้ายที่รักษายากหรือรักษาไม่หาย เช่น อัมพฤก อัมพาต มะเร็ง เบาหวาน โรคหัวใจ และโรคร้ายต่าง ๆ อีกมากมาย หลายชนิด หลวงปู่ท่านบอกไว้ว่า กรรมทางวาจามีผลร้ายแรงมาก การที่เราพูดใส่ร้ายหรือพูดไม่ดีจนทำให้ผู้อื่นเดือดร้อนและเสียใจ หรือไปพูดทำลายความหวังต่างๆ ของเขา ถ้ารู้ตัวให้หยุดเสีย



ถ้าไม่หยุดหรือเลิกทำเสียกรรมไม่สนองแต่ในชาตินี้ พอตายลงไปยังต้องไปใช้กรรมยังนรกตามขุมต่างๆ อีก ท่านจะพูดและสอนศิษย์อยู่เสมอว่า 'คนดีเขาไม่ตีใคร' ความหมายว่าคนดีไม่ตีใคร ไม่ใช่เอาไม้หรือของแข็ง ๆ ไปตีเขา แต่ท่านไม่ให้พูดจาไม่ดีด่าว่าใส่ร้ายทำให้ผู้อื่นเดือดร้อนเสียหาย และ 'ทุกข์ใจ'



หลวงปู่บอกว่า คนดีเขาไม่ว่าใคร ถ้าแกไปว่าเขา แกก็จะเป็นคนไม่ดี..."

 



ที่มา : ainews1.com
 เรื่อง :ประวัติและคติธรรมคำสอนของหลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ.. วันพฤหัสบดีที่ ๐๗ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๖ เวลา ๑๐:๕๙ น. 
ธัมมะธัมโม
ลงทะเบียนเมื่อ: วันเสาร์ที่ ๒๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๓ เวลา ๒๒:๑๑ น.
: 96
ที่อยู่
หัวข้อ : ธรรมะน่ารู้
เรื่อง : ประวัติและคติธรรมคำสอนของหลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ

 

ประวัติและคติธรรมคำสอนของหลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ

วัดสะแก ต.ธนู อ.อุทัย จ.พระนครศรีอยุธยา

 

ประวัติ

คติธรรมคำสอน

 

รู้จักหลวงปู่ดู่ใน ๕ นาที

 

เพื่อให้ผู้ที่ต้องการรู้จักหลวงปู่ดู่ในภาพรวมโดยใช้เวลาอันสั้น ก่อนที่จะเข้าไปศึกษาชีวประวัติและคำสอนโดยละเอียดของท่านจากหนังสือตามรอยธรรม ย้ำรอยครู หลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ ในภายหลัง  โดยสรุปย่ออยู่ภายใต้ ๒ หัวข้อ คือ ๑. หลวงปู่ดู่คือใคร และ ๒. ปฏิปทาการสอนของท่านเป็นอย่างไร



๑. หลวงปู่ดู่คือใคร 


หลวงปู่ท่านมีชื่อทางโลกว่า “ดู่” มีฉายาทางพระว่า “พรหมปัญโญ”  ท่านเป็นคนจังหวัดอยุธยาโดยกำเนิด เมื่ออุปสมบทแล้ว แทบจะตลอดชีวิตของท่าน ท่านจำพรรษาอยู่แต่ที่วัดสะแก อยุธยา กระทั่งมรณภาพ  ท่านมีอายุอยู่ในช่วง พ.ศ. ๒๔๔๗ – ๒๕๓๓ (อายุ ๘๖ ปี) ซึ่งพระเถระที่ร่วมสมัยกับท่านก็ได้แก่ลูกศิษย์ชั้นต้นของหลวงปู่มั่น ภูริทัตตเถร เช่น หลวงปู่ขาว หลวงปู่แหวน หลวงปู่ฝั้น และหลวงปู่สิม เป็นต้น

 

หลวงปู่มีรูปร่างค่อนข้างสูงใหญ่ สมส่วน (ไม่อ้วน ไม่ผอม) และจัดว่าเป็นพระเถระที่มีผิวพรรณผ่องใสมาก ท่านมีอารมณ์แจ่มใส มีอารมณ์ขัน รวมทั้งมีปฏิสันถารที่ดีกับผู้ที่ไปนมัสการท่านทุกชนชั้นเสมอหน้ากันหมด

 

หลวงปู่ท่านเป็นสุดยอดของผู้มีขันติ ท่านนั่งบนไม้กระดานแข็ง ๆ สงเคราะห์และสอนธรรมญาติโยมทุกวันตั้งแต่เช้ามืดกระทั่งดึกดื่นโดยไม่เคยปริปากบ่น นอกจากนี้ท่านเป็นภิกษุที่มักน้อยสันโดษในปัจจัย ๔ อย่างยิ่งยวด อีกทั้งยังไม่นิยมงานก่อสร้างใด ๆ ปัจจัยที่คนทำบุญกับท่าน ท่านให้ลูกศิษย์รวบรวมส่งเข้าเป็นกองกลางของวัดทุกวัน

 

หลวงปู่ไม่ใช่พระเกจิ เพราะท่านไม่เคยเดินสายไปงานพุทธาภิเษกที่นั่นที่นี่ จะมีสงเคราะห์ให้ก็เฉพาะที่กุฏิท่าน เพราะท่านกล่าวว่าดีกว่าสวดมนต์ทิ้งเปล่า ๆ อีกทั้งท่านยังสร้างพระไม่เหมือนใคร คือ เอาไว้กำนั่งสมาธิให้จิตรวมได้เร็วขึ้น

 

๒. ปฏิปทาการสอนของท่านเป็นอย่างไร

 

หลวงปู่สอนเน้นหนักในการปฏิบัติตามแบบของพระพุทธเจ้าคือหลักแห่งศีล สมาธิ และปัญญา ท่านไม่เคยพูดถึงแนวทางการปฏิบัติแหวกแนวอะไรในทำนองทางลัดตรง หรือธรรมะนอกพระไตรปิฎก เพราะท่านสอนให้กตัญญูและซื่อตรงต่อพระธรรมคำสอนของพระพุทธองค์

 

หลวงปู่เคร่งครัดในพระธรรมวินัย และระมัดระวังในเรื่องการอวดอุตริมนุษธรรม ไม่ว่าจะเป็นการรู้การเห็นภายใน หรือการรู้วาระจิต ภูมิจิตภูมิธรรมเหล่านี้ของท่าน ลูกศิษย์ต้องสังเกตเอาเอง เพราะท่านจะใช้อย่างแนบเนียนมาก นอกจากนี้ท่านยังเน้นการสอนด้วยการทำให้ดู มากกว่าคำพูดคำสอน

 

หลวงปู่สอนให้ปฏิบัติเพื่อให้มีตัวเองเป็นที่พึ่ง ท่านไม่ให้ติดตัวครูอาจารย์หรือตัวท่าน แต่ให้ติดที่หลักการหรือแก่นของพระศาสนาแทน คือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์  (หมายถึงพุทธัง ธัมมัง สังฆังฯ ที่เป็นภาพรวมหรือที่เป็นตัวสภาวะ) ในทางตรงกันข้าม ท่านก็แสดงให้เห็นด้วยเช่นกันว่าแม้ตัวท่านก็ไม่ยึดติดในตัวศิษย์

 

คำสอนที่หลวงปู่พูดสอนบ่อยครั้ง คือ “ของดีอยู่ที่ตัวเรา ของไม่ดีก็อยู่ที่ตัวเรา ให้หมั่นดูจิต รักษาจิต” และ “เกิด แก่ เจ็บ ตาย เน้อ (ให้พากันพิจารณา)” รวมทั้ง “ภาวนาให้ได้ทุกอิริยาบท ยืน เดิน นั่ง นอน (ไม่มีเวลาเริ่ม เวลาเลิก)”




ที่มา : luangpordu.com
 เรื่อง :ภาพพุทธประวัติ จากหนังสือ ปฐมสมโพธิกถา.. วันพุธที่ ๐๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๖ เวลา ๒๐:๒๑ น. 
ธัมมะธัมโม
ลงทะเบียนเมื่อ: วันเสาร์ที่ ๒๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๓ เวลา ๒๒:๑๑ น.
: 96
ที่อยู่
หัวข้อ : ธรรมะน่ารู้
เรื่อง : ภาพพุทธประวัติ จากหนังสือ ปฐมสมโพธิกถา

ภาพพุทธประวัติ

จากหนังสือ ปฐมสมโพธิกถา

พระนิพนธ์ของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า

กรมพระปรมานุชิตชิโนรส

4fbc4c18ae905


วาดโดย อาจารย์กฤษณะ สุริยกานต์

 

 

ที่มา : ภาพจากหนังสือ ปฐมสมโพธิกถา


 เรื่อง :ภาพพุทธประวัติ อันงดงาม พร้อมคำบรรยายประกอบภาพ.. วันพุธที่ ๐๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๖ เวลา ๑๘:๐๗ น. 
ธัมมะธัมโม
ลงทะเบียนเมื่อ: วันเสาร์ที่ ๒๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๓ เวลา ๒๒:๑๑ น.
: 96
ที่อยู่
หัวข้อ : ธรรมะน่ารู้
เรื่อง : ภาพพุทธประวัติ อันงดงาม พร้อมคำบรรยายประกอบภาพ

 

“ภาพพุทธประวัติ” อันงดงาม พร้อมคำบรรยายประกอบภาพ

 

 

พระโคตมพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน


สิทธัตถะโคตม หรือ พระโคตมพุทธเจ้า หรือที่นิยมเรียกว่า พระพุทธเจ้า เป็นพระบรมศาสดาของพระพุทธศาสนา เป็นผู้สั่งสอนพระธรรมวินัยซึ่งต่อมาเรียกว่าพระพุทธศาสนา ในคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทถือว่าการเรียกพระพุทธเจ้าโดยออกนามโคตรนั้นเป็นการไม่เคารพ เช่นเรียกว่า พระสมณโคดม เป็นต้น ทำให้ในคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาท มักเรียกพระพุทธองค์โดยใช้ศัพท์ว่า สตฺถา ที่แปลว่า พระศาสดา แทน ปัจจุบันชาวพุทธนิยมเรียก พระโคตมพุทธเจ้า ว่า พระพุทธเจ้า



เหตุที่ทำให้ต้องเรียกพระพุทธเจ้าพระองค์ปัจจุบันโดยออกชื่อนามโคตร (ชื่อสกุล) นั้น เพราะว่าในคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนาถือว่าพระพุทธเจ้า หรือผู้รู้แจ้งโลกทั้งปวงเองนั้น เคยมีมาแล้วในอดีตนับประมาณไม่ได้ การเรียกโดยระบุนามโคตรของพระองค์ จึงเป็นการเจาะจงว่า หมายเฉพาะพระพุทธเจ้าพระองค์นี้ (พระพุทธเจ้าพระองค์ปัจจุบันซึ่งกำเนิดในโคตมโคตร) เท่านั้น



โดยตามคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนาทั้งฝ่ายเถรวาทและฝ่ายมหายาน นับถือตรงกันว่า พระโคตมพุทธเจ้า ทรงดำรงพระชนมชีพอยู่ระหว่าง ๘๐ ปีก่อนพุทธศักราช จนถึงเริ่มพุทธศักราชซึ่งเป็นวันปรินิพพาน ตรงกับ ๕๔๓ ปีก่อนคริสตกาลตามตำราไทยซึ่งอ้างอิงปฏิทินสุริยคติไทยและปฏิทินจันทรคติไทย และตรงกับ ๔๘๓ ปีก่อนคริสตกาลตามปฏิทินสากล



พระโคตมพุทธเจ้า เป็นพระราชโอรสผู้ทรงดำรงตำแหน่งแห่งศากยมกุฏราชกุมารของ พระเจ้าสุทโธทนะ และ พระนางสิริมหามายา แห่งศากยวงศ์โคตมโคตร อันเป็นราชสกุลวงศ์ที่ปกครองกรุงกบิลพัสดุ์มาแต่ช้านาน มีพระนามแต่แรกประสูติว่า สิทธัตถะ หรือ สิทธารถ (สิดทาด) เมื่อเสด็จออกผนวชและบรรลุสัมมาสัมโพธิญาณเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว พระองค์ได้รับการถวายพระนามต่างๆ อาทิ พระศากยมุนี, พระพุทธโคดม และพระโคตมพุทธเจ้า ทั้งนี้ ทรงออกพระนามพระองค์เองว่า “ตถาคต” แปลว่า พระผู้ไปแล้วอย่างนั้น คือทรงปฏิญาณว่าทรงพ้นจากทุกข์ทั้งปวงเข้าสู่สภาพเช่นนั้น อันได้แก่การดับทุกข์ กล่าวคือสภาวะแห่งอรหัตตผลแล้ว

 



เทพเจ้าทุกชั้นฟ้าชุมนุมกันอัญเชิญเทพบุตรโพธิสัตว์ ให้จุติมาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า



เมื่อพระเวสสันดรโพธิสัตว์สวรรคตแล้ว เสด็จไปอุบัติเป็น สันดุสิตเทพบุตร ในสวรรค์ชั้นดุสิต เมื่อก่อนพุทธกาลเล็กน้อย เทวดาทุกสวรรค์ชั้นฟ้ามาประชุมปรึกษากันว่า ใครจะมาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ต่างก็เล็งว่าพระโพธิสัตว์สถิตอยู่ในสวรรค์ชั้นดุสิต จะมาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า จึงพากันไปทูลเชิญให้จุติลงมาโปรดสัตว์โลก เพื่อให้สมกับพระปณิธานที่ตั้งใจไว้ว่า ทรงบำเพ็ญบารมีมาในชาติใดๆ ก็มิได้ทรงมุ่งหวังสมบัติอันใด นอกจากความเป็นพระพุทธเจ้า



ก่อนที่พระโพธิสัตว์อันสถิตอยู่ ณ สวรรค์ชั้นดุสิต จะได้ทรงตรัสรู้บรรลุธรรมเป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเพื่อโปรดชาวโลกนั้น พระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านได้ทรงบำเพ็ญบารมี ๑๐ ประการ อันได้แก่



(๑) พระเตมีย์ ทรงบำเพ็ญเนกขัมมบารมี คือ ความอดทนสูงสุด
(๒) พระมหาชนก ทรงบำเพ็ญวิริยบารมี คือ ความพากเพียรสูงสุด
(๓) พระสุวรรณสาม ทรงบำเพ็ญเมตตาบารมี คือ ความเมตตาสูงสุด
(๔) พระเนมิราช ทรงบำเพ็ญอธิษฐานบารมี คือ ความมีจิตที่แน่วแน่สมบูรณ์
(๕) พระมโหสถ ทรงบำเพ็ญปัญญาบารมี คือ ความมีปัญญาสูงสุด
(๖) พระภูริทัต ทรงบำเพ็ญศีลบารมี คือ ความมีศีลที่สมบูรณ์สูงสุด
(๗) พระจันทกุมาร ทรงบำเพ็ญขันติบารมี คือ ความอดกลั้นสูงสุด
(๘) พระนารทพรหม ทรงบำเพ็ญอุเบกขาบารมี คือ การมีอุเบกขาสูงสุด
(๙) พระวิธูรบัณฑิต ทรงบำเพ็ญสัจจบารมี คือ ความมีสัจจะสูงสุด
(๑๐) พระเวสสันดร ทรงบำเพ็ญทานบารมี คือ การรู้จักให้ทานสูงสุด



บัดนี้ เมื่อจะทรงแสดงความอัศจรรย์เหล่านั้น จึงตรัสคำเป็นต้นว่า ครั้งใด เราชื่อว่าท้าวสันดุสิตอยู่ในหมู่เทพชั้นดุสิต ครั้งนั้น หมื่นโลกธาตุก็พากันประคองอัญชลีอ้อนวอนเราว่า



ข้าแต่ท่านผู้นิรทุกข์ พระองค์เมื่อบำเพ็ญบารมี ๑๐ ทัศ มิใช่ปรารถนาสมบัติท้าวสักกะ มิใช่ปรารถนาสมบัติมาร มิใช่ปรารถนาสมบัติพรหม มิใช่ปรารถนาสมบัติจักรพรรดิ แต่พระองค์ปรารถนาความเป็นพระพุทธเจ้าบำเพ็ญเพื่อช่วยขนสัตว์ข้ามโอฆสงสาร ด้วยเหตุนั้นท่านพระสังคีติกาจารย์ทั้งหลายจึงกล่าวว่า



(เทวดาในหมื่นโลกธาตุทูลวอนว่า) ข้าแต่พระมหาวีระ นี้เป็นกาลสมควรสำหรับพระองค์ ขอพระองค์โปรดอุบัติในพระครรภ์พระมารดา ขอพระองค์เพื่อจะทรงช่วยมนุษยโลกพร้อมเทวโลกให้ข้ามโอฆสงสาร โปรดจงตรัสรู้อมตบทเถิด



ครั้งนั้น พระมหาสัตว์ แม้ถูกเทวดาทั้งหลายทูลวอนขอ ก็มิได้ประทานปฏิญญาคำรับรองแก่เทวดาทั้งหลาย แต่ทรงตรวจดูมหาวิโลกนะ ๕ คือ กำหนดกาล ทวีป ประเทศ ตระกูล พระชนมายุของพระชนนี



บรรดามหาวิโลกนะ ๕ นั้น ทรงตรวจดูกาลก่อนว่า เป็นกาลสมควรหรือยังไม่เป็นกาลสมควร ในกาลนั้น อายุกาล (ของสัตว์) สูงกว่าแสนปีขึ้นไป ยังไม่ชื่อว่ากาล เพราะเหตุไร เพราะทุกข์มีชาติชรามรณะเป็นต้นไม่ปรากฏ ก็ธรรมดา พระธรรมเทศนาของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ที่ชื่อว่าพ้นจากไตรลักษณ์ ไม่มีเลย เมื่อพระพุทธเจ้าเหล่านั้นตรัสว่า อนิจจัง ทุกขัง ดังนี้ สัตว์ทั้งหลายย่อมไม่เชื่อว่า พระพุทธเจ้าเหล่านั้นตรัสเรื่องอะไร แต่นั้นการตรัสรู้ก็ไม่มี เมื่อการตรัสรู้นั้นไม่มี คำสั่งสอนก็ไม่เป็นนิยยานิกกะนำสัตว์ออกจากทุกข์ เพราะฉะนั้น กาลนั้นจึงไม่เป็นกาลสมควร



แม้อายุกาล (ของสัตว์) ต่ำกว่าร้อยปี ก็ยังไม่เป็นกาลสมควร เพราะเหตุไร เพราะกาลนั้นสัตว์ทั้งหลายมีกิเลสหนาแน่น และโอวาทที่ประทานแก่สัตว์ทั้งหลายที่มีกิเลสหนาแน่น ไม่อยู่ในฐานะควรโอวาท เพราะฉะนั้น กาลแม้นั้นก็ไม่เป็นกาลสมควร อายุกาลอย่างต่ำตั้งแต่แสนปีลงมา อย่างสูงตั้งแต่ร้อยปีขึ้นไป ชื่อว่ากาลสมควร บัดนี้ มนุษย์ทั้งหลายมีอายุร้อยปี เพราะเหตุนั้น ครั้งนั้นพระโพธิสัตว์ทรงเห็นว่าเป็นกาลที่ควรบังเกิด



ต่อนั้น ทรงตรวจดูทวีป ทรงเห็นทวีปว่า พระพุทธเจ้าทั้งหลายย่อมบังเกิดในชมพูทวีปเท่านั้น ธรรมดาชมพูทวีป เป็นทวีปใหญ่มีเนื้อที่ประมาณหมื่นโยชน์



เมื่อทรงตรวจดูประเทศว่า พระพุทธเจ้าทั้งหลายบังเกิดในประเทศไหนหนอ ก็ทรงเห็นมัชฌิมประเทศ



ต่อจากนั้นก็ทรงตรวจดูตระกูลว่า ธรรมดาพระพุทธเจ้าทั้งหลายบังเกิดในตระกูลที่โลกสมมติ บัดนี้ ตระกูลกษัตริย์เป็นตระกูลที่โลกสมมติ จำเราจักบังเกิดในตระกูลกษัตริย์นั้น พระราชาพระนามว่า พระเจ้าสุทโธทนะ จักเป็นพระราชชนกของเรา



แต่นั้นก็ตรวจดูพระชนนีว่า สตรีนักเลงสุราเหลวไหลจะเป็นพุทธมารดาไม่ได้ จะต้องเป็นสตรีมีศีล ๕ ไม่ขาด ดังนั้น พระราชเทวีพระนามว่า มหามายานี้ก็เป็นเช่นนี้ พระนางสิริมหามายา จักเป็นพระราชชนนีของเรา เมื่อทรงนึกว่าพระนางเจ้าจะทรงมีพระชนมายุได้เท่าไร ก็ทรงเห็นว่าได้ต่อไปอีก ๗ วัน หลังครบทศมาสแล้ว



ครั้งทรงตรวจมหาวิโลกนะ ๕ ประการนี้แล้ว ก็ประทานปฏิญญาแก่เทวดาทั้งหลายว่า เป็นกาลสมควรที่เราจะมาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ทรงดำรงอยู่ในภพดุสิตนั้นตลอดชนมายุแล้วจุติจากภพดุสิตนั้น ทรงถือปฏิสนธิในพระครรภ์พระนางเจ้ามายาเทวีในราชสกุลศากยะ




พระนางสิริมหามายาทรงสุบินนิมิต



ตอนที่พระโพธิสัตว์เจ้า ซึ่งต่อมาคือเจ้าชายสิทธัตถะ หรือพระพุทธเจ้า กำลังเสด็จจากสวรรค์ชั้นดุสิตเพื่อเสด็จเข้าสู่พระครรภ์พระมารดา วันที่เสด็จลงมาบังเกิดนั้น ตรงกับวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๘ ซึ่งเป็นเวลาที่พระเจ้าสุทโธทนะ พระราชบิดา กับพระนางสิริมหามายา พระราชมารดา ได้อภิเษกสมรสไม่นาน



คืนวันเดียวกันนั้น พระนางสิริมหามายา กำลังบรรทมหลับสนิทในพระแท่นที่บรรทมแล้ว ทรงสุบินนิมิตว่า พระนางไปอยู่ในป่าหิมพานต์ ได้มีช้างเชือกหนึ่งลงมาจากยอดเขาสูง เข้ามาหาพระนาง ปฐมสมโพธิพรรณนาเหตุการณ์ตอนนี้ไว้ว่า



“มีเศวตหัตถีช้างหนึ่ง...ชูงวงอันจับ บุณฑริกปทุมชาติสีขาวเพิ่งบานใหม่ มีเสาวคนธ์หอมฟุ้งตรลบแล้วร้องโกญจนาทเข้ามาในกนกวิมาน แล้วกระทำประทักษิณพระองค์อันบรรทมถ้วนสามรอบ แล้วเหมือนดุจเข้าไปในอุทรประเทศ ฝ่ายทักษิณปรัศว์แห่งพระราชเทวี...”



ภายหลังโหราจารย์ประจำราชสำนักทำนายว่า เป็นสุบินนิมิตที่ดี จะมีพระราชโอรสผู้ประเสริฐอุบัติบังเกิด และเมื่อพระราชมารดาทรงครรภ์แล้ว ปฐมสมโพธิได้พรรณนาตอนที่พระโพธิสัตว์เสด็จอยู่ในพระครรภ์พระราชมารดาว่า



“...เหมือนดุจด้ายเหลือง อันร้อยเข้าไปในแก้วมณีอันผ่องใส เมื่อปรารถนาจะทอดพระเนตรในขณะใด ก็เห็นพระโอรสนั่งเป็นบัลลังก์สมาธิ (นั่งขัดสมาธิ) ผันพระพักตร์มาข้างพื้นพระอุทรแห่งพระราชมารดา ดุจสุวรรณปฏิมาอันสถิตอยู่บนฝักอ่อนในห้องแห่งกลีบปทุมชาติ แต่พระโพธิสัตว์มิได้เห็นองค์ชนนี...”



วันที่พระโพธสัตว์เจ้าเสด็จลงสู่พระครรภ์นั้น กวีผู้แต่งเรื่องเฉลิมพระเกียรติได้พรรณนาว่า มีเหตุมหัศจรรย์เกิดขึ้นเหมือนกับตอนประสูติ ตรัสรู้ และตรัสปฐมเทศนา จะต่างกันบ้างก็แต่ในรายละเอียดเท่านั้น เช่นว่า กลองทิพย์บันลือลั่นทั่วท้องเวหา คนตาบอดกลับมองเห็น คนหูหนวกกลับได้ยิน



ตอนนั้นถ้าจะถ่ายทอดพระพุทธเจ้าออกจากวรรณคดี มาเป็นพระพุทธเจ้าในพุทธประวัติก็ว่า กลองทิพย์บันลือลั่นนั้นคือ “นิมิต” หมายถึง พระเกียรติคุณของพระพุทธเจ้าที่จะแผ่ไปทั่วโลก คนตาบอด หูหนวก คือ คนที่มีกิเลส ได้สดับรสธรรมแล้ว จะหายตาบอด หูหนวก หรือมีปัญญารู้แจ้ง มองเห็นทางพ้นทุกข์นั้นเอง



พอประสูติจากพระครรภ์พระมารดา ณ ป่าลุมพินีวัน ก็ทรงดำเนินได้ ๗ ก้าว



ภาพนี้เป็นตอนประสูติ คนที่เคยอ่านพุทธประวัติหรือปฐมสมโพธิ และเคยเห็นภาพตามผนังโบสถ์ในวัดมาแล้ว คงพอเข้าใจและดูออกว่าคืออะไร

 



ทารกที่เห็นนั้นคือ เจ้าชายสิทธัตถะ หรือพระพุทธเจ้าในเวลาต่อมา ซึ่งพอประสูติจากพระครรภ์พระมารดา ก็ทรงพระดำเนินด้วยพระบาทไปได้ ๗ ก้าว พร้อมกับทรงยกพระหัตถ์ขวา และเปล่งพระวาจา เบื้องใต้พระบาทมีดอกบัวรองรับ พระวาจาที่ทรงเปล่งออกมานั้น กวีท่านแต่งไว้เป็นภาษาบาลี แปลถอดใจความเป็นภาษาไทยได้ว่า “เราจะเป็นคนเก่งที่สุดในโลกคนหนึ่ง ซึ่งจะหาผู้ใดเสมอเหมือนไม่มี ชาติที่เกิดนี้เป็นชาติสุดท้ายของเรา เราจะไม่ได้เกิดต่อไปในเบื้องหน้าอีกแล้ว”



กลุ่มสตรีที่อยู่ในท่านั่งบ้าง คุกเข่าบ้าง นั้นคือบรรดานางพระกำนัลที่ตามเสด็จพระนางมายา ส่วนรูปสตรีที่ยืนหันหลังให้ต้นไม้ใหญ่นั้น คือ พระมารดา พระหัตถ์ขวาของท่านเหนี่ยวกิ่งไม้ ต้นไม้ใหญ่นี้คือ ต้นสาละ ที่แต่ก่อนมาเคยแปลกันว่า ไม้รัง หรือเต็งรัง อย่างที่มีอยู่ในบ้านเรา แต่ภายหลังได้เป็นที่รู้กันว่า สาละไม่ใช่ไม้รัง และไม่มีในป่าเมืองไทย เป็นพันธุ์ไม้หนึ่งในตระกูลยาง ซึ่งมีอยู่ในอินเดีย ที่คนอินเดียนิยมใช้ปลูกบ้านสร้างเรือนอยู่กัน มีมากในเขาหิมาลัย



สถานที่ประสูตินี้ เรียกว่า “ลุมพินี” อยู่นอกเมืองกบิลพัสดุ์ เวลานี้อยู่ในเขตประเทศเนปาล



แทรกเรื่องอื่นเข้าบ้างเล็กน้อย กล่าวคือ เมืองพระประยูรญาติของพระพุทธเจ้ามีสองเมือง คือ กบิลพัสดุ์ และเทวทหะ กบิลพัสดุ์เป็นเมืองพ่อของพระพุทธเจ้า นี้ว่าอย่างภาษาสามัญ ส่วนเมืองเทวทหะเป็นเมืองแม่ พระบิดาของพระพุทธเจ้าอยู่ที่เมืองกบิลพัสดุ์ ส่วนพระมารดาเดิมอยู่ที่เมืองเทวทหะ กษัตริย์และเจ้านายสองเมืองนี้ ต่างเป็นญาติเกี่ยวดองกันโดยทางอภิเษกสมรส



เมื่อ พระนางสิริมหามายา จวนครบกำหนดประสูติ จึงทูลลาราชพระสวามีคือพระเจ้าสุทโธทนะ เพื่อประสูติพระราชโอรสที่เมืองอันเป็นราชตระกูลของพระนาง ตามธรรมเนียมพราหมณ์ที่ว่า สตรีเวลาจะคลอดลูกต้องไปคลอดที่บ้านพ่อแม่ของตน พระนางสิริมหามายาเสด็จไปถึงระหว่างทางยังไม่ทันถึงเมืองเทวทหะ ทรงประชวรเสียก่อน เลยจึงประสูติที่นั่น วันที่พระพุทธเจ้าประสูตินั้น คือ วันเพ็ญกลางเดือน ๖

 

อสิตดาบสมาเยี่ยม เห็นพระกุมารประกอบด้วยมหาปุริสลักษณะก็ถวายบังคม



ภาพนี้เป็นตอนภายหลังพระพุทธเจ้าประสูติแล้วใหม่ๆ คือภายหลังพระพุทธบิดาทราบข่าว พระนางสิริมหามายาประสูติพระโอรสระหว่างทางที่สวนลุมพินี แล้วรับสั่งให้เสด็จกลับเข้าเมืองแล้ว

 



ผู้ที่มุ่นมวยผมเป็นชฎา และมือทั้งสองประนมแค่อกที่เห็นอยู่นั้นคือ “อสิตดาบส” หรือบางแห่งเรียกว่า “กาฬเทวินดาบส” ท่านดาบสผู้นี้บวชเป็นฤาษีอยู่ข้างป่าหิมพานต์ หรือที่ทุกวันนี้เรียกว่าเขาหิมาลัยนั่นเอง ท่านเป็นที่เคารพนับถือของพระเจ้าสุทโธทนะและของราชตระกูลนี้ และเป็นผู้ที่คุ้นเคยด้วย



เมื่อท่านทราบข่าวว่า พระเจ้าสุทโธทนะ ประมุขกษัตริย์กรุงกบิลพัสดุ์ ทรงมีพระราชโอรสใหม่ จึงออกจากอาศรมเชิงเขา เข้าไปเยี่ยมเยียนเพื่อถวายพระพรยังราชสำนัก พระเจ้าสุทโธทนะทรงทราบข่าวว่าท่านดาบสมาเยี่ยม ก็ทรงดีพระทัยนักหนา จึงตรัสสั่งให้นิมนต์ท่านนั่งบนอาสนะ แล้วทรงอุ้มพระราชโอรสออกมาเพื่อให้นมัสการท่านดาบส



พอท่านดาบสได้เห็นเจ้าชายสิทธัตถะ ก็ทำกริยาผิดวิสัยสมณะ ๓ อย่าง คือ ยิ้มหรือแย้ม หรือที่ภาษากวีในหนังสือปฐมสมโพธิเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “หัวเราะแล้วร้องไห้” แล้วกราบแทบพระบาทของเจ้าชายสิทธัตถะ



ท่านยิ้มเพราะเห็นพระลักษณะของเจ้าชายสิทธัตถะต้องด้วยตำรับมหาบุรุษลักษณ์ ท่านเห็นว่าคนที่มีลักษณะอย่างนี้ ถ้าอยู่ครองเรือนจะได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ผู้ทรงมีพระบรมเดชานุภาพแผ่ไปไกล แต่ถ้าได้ออกบวชจะได้เป็นพระศาสดาผู้มีชื่อเสียงที่สุดในโลก ที่ท่านร้องไห้ก็เพราะเชื่อแน่ว่า เจ้าชายราชกุมารนี้จะต้องออกบวช เพราะเหตุที่เชื่ออย่างนี้เลยนึกถึงตัวท่านเองว่า “เรานี่แก่เกินการณ์เสียแล้ว” เลยเสียใจว่ามีบุญน้อย ไม่มีโอกาสที่จะได้ฟังธรรมจากพระพุทธเจ้า และที่กราบไหว้พระบาทราชกุมารที่เพิ่งประสูติใหม่ก็เพราะเหตุเดียวที่กล่าวนี้



ฝ่ายเจ้านายในราชตระกูลได้เห็นและได้ทราบข่าวว่า ท่านดาบสกราบพระบาทราชกุมาร ต่างก็มีพระทัยนับถือพระราชกุมารยิ่งขึ้น จึงทูลถวายโอรสของตนให้เป็นบริวารของเจ้าชายสิทธัตถะ ตระกูลละองค์ๆ ทุกตระกูล



พราหมณาจารย์รับพระลักษณะสมโภชพระกุมาร ถวายพระนามว่าพระสิทธัตถะ



ภายหลังเจ้าชายราชกุมารผู้พระราชโอรสประสูติได้ ๕ วันแล้ว พระเจ้าสุทโธทนะ พระราชบิดาได้โปรดให้มีการประชุมใหญ่ ผู้เข้าประชุมมีพระญาติวงศ์ ทั้งฝ่ายพระราชบิดาและฝ่ายพระราชมารดา มุขอำมาตย์ ราชมนตรี และพราหมณ์ผู้รอบรู้ไตรเวท เพื่อทำพิธีมงคลแก่พระราชกุมาร ๒ อย่าง คือ ขนานพระนาม และพยากรณ์พระลักษณะ ผู้ทำพิธีมงคลในการนี้ คือ พราหมณ์ มีทั้งหมด ๑๐๘ แต่พราหมณ์ผู้ทำหน้าที่นี้จริงๆ มีเพียง ๘ นอกนั้นมาในฐานะคล้ายพระอันดับ พราหมณ์ทั้ง ๘ มีรายนามดังนี้



(๑) รามพราหมณ์
(๒) ลักษณพราหมณ์
(๓) ยัญญพราหมณ์
(๔) ธุชพราหมณ์
(๕) โภชพราหมณ์
(๖) สุทัตตพราหมณ์
(๗) สุยามพราหมณ์
(๘) โกณทัญญพราหมณ์



ที่ประชุมลงมติขนานพระนามพระราชกุมารว่า “เจ้าชายสิทธัตถะ” ซึ่งเป็นมงคลนาม มีความหมายสองนัย นัยหนึ่งหมายความว่า ผู้ทรงปรารถนาสิ่งใดจะสำเร็จสิ่งนั้นดังพระประสงค์ อีกนัยหนึ่งหมายความว่า พระโอรสพระองค์แรก สมดั่งที่พระราชบิดาทรงปรารถนา แปลให้เป็นสำนวนไทยในภาษาสามัญก็ว่า ได้ลูกชายคนแรกสมตามที่ต้องการ



พระนามนี้คนอินเดียทั่วไปในสมัยนั้นไม่นิยมเรียก แต่นิยมเรียกพระโคตรแทน “พระโคตร” ตรงกับภาษาไทยทุกวันนี้ว่า “นามสกุล” คนจึงนิยมเรียกพระราชกุมารว่า “เจ้าชายโคตมะ” หรือ “โคดม”



พร้อมกันนี้ พราหมณ์ทั้ง ๘ ก็พยากรณ์พระลักษณะ คำพยากรณ์แตกความเห็นเป็น ๒ กลุ่ม พราหมณ์ ๗ คน ตั้งแต่หมายเลข ๑ ถึง หมายเลข ๗ ตามรายนามที่ระบุไว้แล้ว มีความเห็นเป็นเงื่อนไขในคำพยากรณ์ว่า ถ้าเจ้าชายนี้เสด็จอยู่ครองราชสมบัติ จักได้ทรงเป็นพระเจ้าจักรพรรดิผู้ทรงมีพระบรมเดชานุภาพมาก แต่ถ้าเสด็จออกทรงผนวช จักได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้เป็นศาสดาเอกของโลก



มีพราหมณ์หนุ่มอายุเยาว์คนเดียวที่พยากรณ์เป็นมติเดียวโดยไม่มีเงื่อนไขว่า พระราชกุมารนี้จักเสด็จทรงผนวช และได้เป็นพระพุทธเจ้าแน่นอน พราหมณ์ผู้นี้ต่อมา ได้เป็นหัวหน้าพระปัญจวัคคีย์ ออกบวชตามเสด็จพระพุทธเจ้า และได้เป็นพระอรหันตสาวกองค์แรกที่รู้จักกันในนามว่า “พระอัญญาโกณทัญญะ” นั่นเอง ที่เหลืออีก ๗ ไม่ได้ตามเสด็จออกบวช เพราะชรามาก อยู่ไม่ทันสมัยพระพุทธเจ้าเสด็จออกทรงผนวช



ทรงบรรลุปฐมฌานตั้งแต่ทรงพระเยาว์ ขณะประทับใต้ร่มหว้าในพิธีแรกนาขวัญ



ภาพนี้เป็นตอนที่เจ้าชายสิทธัตถะโคตมะมีพระชนมายุ ๗ ปี พระราชบิดาตรัสให้ขุดสระโบกขรณี ๓ สระ ภายในพระราชนิเวศน์ ให้เป็นที่สำราญพระทัยพระโอรส สระโบกขรณี คือ สระที่ปลูกดอกบัวไว้ในสระ แล้วพระราชทานเครื่องทรง คือ จันทน์สำหรับทาผ้าโพกพระเศียร ฉลองพระองค์ผ้าทรงสะพัก พระภูษาทั้งหมดเป็นของมีชื่อมาจากเมืองกาสีทั้งนั้น

 



ตอนที่เห็นในภาพนี้ เป็นตอนที่เจ้าชายประทับนั่งขัดสมาธิอยู่ใต้ต้นไม้ ที่ภาษาปฐมสมโพธิเรียกว่า “ชมพูพฤกษ์” ซึ่งคนไทยเราเรียกว่า “ต้นหว้า” นั่นเอง เหตุที่เจ้าชายมาประทับอยู่ใต้ต้นหว้าแห่งนี้ ก็เพราะพระราชบิดาทรงจัดให้มีพระราชพิธีพระนังคัลแรกนาขวัญ ที่ทุ่งนานอกเมืองกบิลพัสดุ์ ตามพระราชประเพณี พระราชบิดาซึ่งเสด็จแรกนาด้วยพระองค์เอง หรือจะเรียกว่า ทรงเป็นพระยาแรกนาเสียเองก็ได้ ได้โปรดให้เชิญเสด็จเจ้าชายไปด้วย



ภาพที่เห็นนี้อีกเหมือนกัน จะเห็นเจ้าชายประทับนั่งขัดสมาธิอยู่ลำพังพระองค์เดียว ไม่เห็นพระสหาย พระพี่เลี้ยง และมหาดเล็กอยู่เฝ้าเลย เพราะทั้งหมดไปชมพระราชพิธีแรกนากัน เจ้าชายเสด็จอยู่ลำพังพระองค์ภายใต้ต้นหว้าที่กวีท่านพรรณาไว้ว่า “กอปรด้วยสาขาแลใบ อันมีพรรณอันเขียว ประหนึ่งอินทนิลคีรี มีปริมณฑลร่มเย็นเป็นรมณียสถาน...” พระทัยอันบริสุทธิ์ และอย่างวิสัยผู้จะสำเร็จเป็นพระพุทธเจ้าในภายหน้า ได้รับความวิเวกก็เกิดเป็สมาธิขั้นแรกที่เรียกว่า “ปฐมฌาน”



แรกนาเสร็จตอนบ่าย พระพี่เลี้ยงวิ่งมาหาเจ้าชาย ได้เห็นเงาไม้ยังอยู่ที่เดิมเหมือนเวลาเที่ยงวัน ไม่คล้อยตวงตะวันก็เกิดอัศจรรย์ใจ จึงนำความไปกราบพระเจ้าสุทโธนะให้ทรงทราบ พระราชบิดาเสด็จมาทอดพระเนตรก็เกิดความอัศจรรย์ในพระทัย แล้วก็ทรงออกพระโอษฐ์อุทานว่า “กาลเมื่อวันประสูติ จะให้น้อมพระองค์ลงถวายนมัสการพระกาฬเทวินดาบสนั้น ก็ทำปาฎิหาริย์ขึ้นไปยืนเบื้องบนชฎาพระดาบส อาตมก็ประณตเป็นปฐมวันทนาการครั้งหนึ่งแล้ว ครั้งนี้อาตมก็ถวายอัญชลีเป็นทุติยวันทนาการคำรบสอง”



พระเจ้าสุทโธทนะทรงไหว้พระพุทธเจ้าที่สำคัญ ๓ ครั้งด้วยกัน ครั้งแรกเมื่อภายหลังประสูติที่ดาบสมาเยี่ยม เห็นท่านดาบสไหว้ก็เลยไหว้ ครั้งที่สองก็คือ ครั้งทรงเห็นปาฏิหาริย์ ครั้งที่สามคือ ภายหลังพระพุทธเจ้าเสด็จออกผนวช ได้สำเร็จเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว และเสด็จกลับไปโปรดพระพุทธบิดาครั้งแรก



ทรงประลองศิลปศาสตร์ยกศรอันหนัก ดีดสายศรเสียงสนั่นกระหึ่มเมือง



พอเจ้าชายสิทธัตถะทรงมีพระชนมายุพอสมควรแล้ว พระราชบิดาจึงทรงส่งไปศึกษาศิลปวิทยาที่สำนักครูที่มีชื่อว่า “วิศวามิตร” เจ้าชายทรงศึกษาการใช้อาวุธยิงธนู และการปกครองได้ว่องไวจนสิ้นความรู้ของอาจารย์



ภาพที่เห็นนี้ เป็นตอนเจ้าชายสิทธัตถะทรงมีพระชนมายุได้ ๑๖ ปีแล้ว และทรงศึกษาศิลปวิทยาจบแล้ว พระราชบิดาจึงตรัสสั่งให้ สร้างปราสาท ๓ ฤดู เป็นจำนวน ๓ หลัง ให้ประทับเป็นที่สำราญพระทัย ปราสาทหลังที่หนึ่งเหมาะสำหรับประทับในฤดูหนาว หลังที่สองสำหรับฤดูร้อน ทั้งสองหลังนี้จะมีอะไรเป็นเครื่องควบคุมอุณหภูมิไม่ทราบได้ และหลังที่สามสำหรับประทับในฤดูฝน

 



หลังจากนั้น พระราชบิดาได้ทรงแจ้งไปยังพระญาติวงศ์ทั้งสองฝ่าย คือ ฝ่ายพระมารดา และฝ่ายพระบิดา ให้จัดส่งพระราชธิดามาเพื่อคัดเลือกสตรีผู้สมควรจะอภิเษกสมรสกับเจ้าชาย ทั้งนี้เพราะพระราชบิดาทรงต้องการจะผูกมัดพระราชโอรส ให้เสด็จอยู่ครองราชสมบัติ มากกว่าที่จะให้เสด็จออกทรงผนวช



แต่พระญาติวงศ์ทั้งปวงเห็นว่า ควรจะให้เจ้าชายได้แสดงความสามารถในศิลปศาสตร์ที่ทรงเล่าเรียนมา ให้เป็นที่ประจักษ์แก่หมู่พระญาติก่อน พระราชบิดาจึงอัญเชิญพระญาติวงศ์มาประชุมกันที่หน้าพระมณฑปที่ปลูกสร้างขึ้นมาใหม่ ณ ใจกลางเมือง เพื่อชมเจ้าชายแสดงการยิงธนู



ธนูที่เจ้าชายยิง มีชื่อว่า “สหัสถามธนู” แปลว่า “ธนูที่มีน้ำหนัก ขนาดที่คนจำนวนหนึ่งพันคนจึงจะยกขึ้นได้” แต่เจ้าชายทรงยกธนูนั้นขึ้นได้ ปฐมสมโพธิให้คำอุปมาว่า “ดังสตรีอันยกขึ้น ซึ่งไม้กงดีดฝ้าย” บรรดาพระญาติวงศ์ทั้งปวงได้เห็นแล้วต่างชื่นชมยิ่งนัก แล้วเจ้าชายทรงลองดีดสายธนู ก่อนยิงเสียงสายธนูดังกระหึ่มครึ้มครางไปทั้งกรุงกบิลพัสดุ์ จนคนทั้งเมืองที่ไม่รู้ และไม่ได้มาชมเจ้าชายยิงธนู ต่างก็ถามกันว่า “นั่นเสียงอะไร”



เป้าที่เจ้าชายยิงธนูวันนั้นคือ ขนหางทรายจามรีที่วางไว้ในระยะหนึ่งโยชน์ ปรากฏว่า เจ้าชายทรงยิงธนูถูกขาดตรงกลางพอดี ทั้งนี้ท่านว่า “ด้วยพระเนตรอันผ่องใส พร้อมด้วยประสาททั้ง ๕ อันบริสุทธิ์ อันปราศจากมลทิน” พระญาติวงศ์ทั้งปวงจึงยอมถวายพระราชธิดา ซึ่งมีพระนางพิมพายโสธรารวมอยู่ด้วย เพื่อคัดเลือกเป็นพระชายา



เสด็จประพาสสวน ทรงเห็นเทวทูต ๔ คือคนแก่ คนเจ็บ คนตาย และบรรพชิต



พระเจ้าสุทโธทนะ ผู้เป็นพระราชบิดา และพระญาติวงศ์ทั้งปวงปรารถนาที่จะให้เจ้าชายสิทธัตถะเสด็จอยู่ครองราชสมบัติ มากกว่าที่จะให้เสด็จออกบรรพชาอย่างที่คำทำนายของพราหมณ์บางท่านว่าไว้ จึงพยายามหาวิธีผูกมัดพระโอรสให้เพลิดเพลินในกามสุขทุกอย่าง แต่เจ้าชายสิทธัตถะทรงมีพระอัธยาศัยเป็นนักคิดสมกับที่ทรงเกิดมาเป็นพระศาสดาโปรดชาวโลก จึงทรงยินดีในความสุขนั้นไม่นาน พอพระชนมายุมากขึ้นจนถึง ๒๙ ก็ทรงเกิดนิพพิทา คือ ความเบื่อหน่าย



ต้นเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดความรู้สึกในพระทัยเช่นนั้น อยู่ที่ทรงเห็นสิ่งที่เรียกว่า เทวฑูตทั้ง ๔ ระหว่างทางในวันเสด็จประพาสพระราชอุทยานนอกเมืองด้วยรถม้าพระที่นั่ง พร้อมด้วยสารถีคนขับ เทวฑูตทั้ง ๔ คือ คนแก่ คนเจ็บ คนตาย และนักบวช ทรงเห็นคนแก่ก่อน



ปฐมสมโพธิบรรยายลักษณะของคนแก่ไว้ว่า



“มีเกศาอันหงอก แลสีข้างก็คดค้อม กายนั้นง้อมเงื้อมไปในเบื้องหน้า มือถือไม้เท้าเดินมาในระหว่างมรรควิถี มีอาการอันไหวหวั่นสั่นไปทั่วทั้งกาย ควรจะสังเวช...”



ก็ทรงสังเวชสลดพระทัย เช่นเดียวกับเมื่อทรงเห็นคนเจ็บและคนตายในครั้งที่สอง และที่สาม เมื่อเสด็จประพาสพระราชอุทยาน ทรงปรารภถึงพระองค์ว่าจะต้องเป็นอย่างนั้น ทรงพระดำริว่า สภาพธรรมดาในโลกนี้ย่อมมีสิ่งตรงกันข้ามคู่กัน คือ มีมืดแล้ว มีสว่าง มีร้อน แล้วมีเย็น เมื่อมีทุกข์ ทางแก้ทุกข์ก็น่าจะมี



ในคราวเสด็จประพาสพระราชอุทยานครั้งที่ ๔ ทรงเห็นนักบวช



“นุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์ กอปรด้วยอากัปกิริยาสำรวม...”




เมื่อทรงเห็นนักบวชก็ทรงเกิดพระทัยน้อมไปในทางบรรพชา ทรงรำพึงในพระทัยที่เรียกอีกอย่างหนึ่ง ทรงเปล่งอุทานออกมาว่า “สาธุ ปัพพชา” สองคำนี้เป็นภาษาบาลี แปลให้ตรงกับสำนวนไทยว่า “บวชท่าจะดีแน่” แล้วก็ตัดสินพระทัยว่า จะเสด็จออกบวชตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา

 

พระราชบิดาทรงอภิเษกสมรส เจ้าชายสิทธัตถะกับพระนางพิมพายโสธรา



พระญาติวงศ์ของพระพุทธเจ้านั้นมี ๒ ฝ่าย คือ ฝ่ายพระราชมารดาและฝ่ายพระราชบิดา ทั้งสองฝ่ายอยู่คนละเมือง มีแม่น้ำโรหิณีไหลผ่านเป็นเขตกั้นพรมแดน พระญาติวงศ์ฝ่ายพระราชมารดามีชื่อว่า “โกลิยวงศ์” ครองเมืองเทวทหะ พระญาติวงศ์ฝ่ายพระราชบิดามีชื่อว่า “ศากยวงศ์” ครองเมืองกบิลพัสดุ์



ทั้งสองนครนี้เกี่ยวดองเป็นพระญาติกัน มีความรักกันฉันพี่น้องร่วมสายโลหิต ต่างอภิเษกสมรสกันและกันเสมอมา ในสมัยพระพุทธเจ้า ผู้ทรงอยู่ในฐานะประมุขครองเมืองเทวทหะ คือ พระเจ้าสุปปพุทธะ ส่วนผู้ครองเมืองกบิลพัสดุ์ก็เป็นที่ทราบอยู่แล้ว คือ พระเจ้าสุทโธทนะ



พระชายาของพระเจ้าสุปปพุทธะ มีพระนามว่า พระนางอมิตา เป็นกนิษฐภคินี คือน้องสาวคนเล็กของพระเจ้าสุทโธทนะ กลับกันคือ พระชายาของพระเจ้าสุทโธทนะ หรือพระราชมารดาของพระพุทธเจ้า มีพระนามว่า พระนางสิริมหามายา พระนางเป็นน้องสาวของพระเจ้าสุปปพุทธะ ทั้งสองทรงอภิเษกสมรสกับพระภคินีของกันและกัน พระเจ้าสุปปพุทธะมีพระราชโอรสและพระราชธิดา อันเกิดกับพระนางอมิตา ๒ พระองค์ พระราชโอรส คือ เจ้าชายเทวทัต พระราชธิดา คือ พระนางพิมพายโสธรา



พระญาติวงศ์ทั้งสองฝ่ายทรงเห็นพร้อมกันว่า พระนางพิมพายโสธรา ทรงพร้อมด้วยคุณสมบัติทุกอย่าง สมควรจะอภิเษกสมรสกับ เจ้าชายสิทธัตถะ พระราชพิธีอภิเษกสมรสจึงได้มีขึ้น ในสมัยที่ทั้งเจ้าชายและเจ้าหญิงทรงมีพระชนมายุได้ ๑๖ ปีพอดี

 

เจ้าชายสิทธัตถะกับพระนางพิมพายโสธรา



ปฐมสมโพธิว่า พระนางพิมพายโสธรา เป็นผู้หนึ่งในจำนวน ๗ สหชาติของพระพุทธเจ้า สหชาติ คือ สิ่งที่เกิดพร้อมกันกับวันที่พระพุทธเจ้าเกิด ๗ สหชาตินั้น คือ



(๑) พระนางพิมพายโสธรา
(๒) พระอานนท์
(๓) กาฬุทายีอำมาตย์
(๔) นายฉันนะ มหาดเล็ก
(๕) ม้ากัณฐกะ
(๖) ต้นพระศรีมหาโพธิ์
(๗) ขุมทองทั้ง ๔
(สังขนิธี, เอลนิธี, อุบลนิธี, บุณฑริกนิธี)

 

ตื่นบรรทมกลางดึกเห็นสาวสนมกรมใน นอนระเกะระกะ ระอาพระทัยใคร่ผนวช



ตั้งแต่เจ้าชายสิทธัตถะทอดพระเนตรเห็นเทวฑูตทั้งสี่แล้ว ทรงตัดสินพระทัยแน่วแน่ว่าจะเสด็จออกบรรพชาเป็นต้นมา แม้ว่าภายหลังจากนั้นจะทรงเกิดบ่วงขึ้นในพระทัย คือ ทรงมีพระโอรสและมีความรัก แต่ความที่ตั้งพระทัยไว้ว่าจะเสด็จออกบวชก็ไม่เปลี่ยนแปลง



ในคืนวันเสด็จกลับจากพระราชอุทยาน ปฐมสมโพธิพรรณาไว้ตอนหนึ่งว่า “...วันนั้น สมเด็จพระบรมโพธิสัตว์มีพระทัยยินดียิ่งนักในบรรพชา กอปรด้วยพระปัญญาเป็นปราชญ์อันประเสริฐ ปราศจากอาลัยในเบญจกามคุณ มิได้ยินดีในฟ้อนขับแห่งนางทั้งหลาย อันเป็นที่เจริญหฤทัยเห็นปานดังนั้น ก็หยั่งลงสู่นิทรารมณ์ประมาณมุหุตหนึ่ง...” มุหุตหนึ่งคือครู่หนึ่ง



ภายในปราสาทที่เจ้าชายประทับอยู่ สว่างรุ่งเรืองด้วยประทีปโคมไฟที่ “ตามด้วยน้ำมันหอมส่งสว่างขจ่างจับแสงแก้วแสงทอง...” บรรดานางบำเรอฟ้อนรำขับร้องที่อยู่เฝ้า เมื่อเห็นเจ้าชายบรรทมหลับแล้วต่างก็เอนกายลงนอนทับเครื่องดนตรี



มุหุตหนึ่งคือครู่หนึ่ง เจ้าชายตื่นบรรทมแล้วก็ทรงเห็นอาการวิปลาสของนางบำเรอ ที่นอนหลับไม่สำรวม ปฐมสมโพธิพรรณาไว้ว่า “แลนางบางจำพวกก็นอนกลิ้งเกลือก มีเขฬะ (น้ำลาย) อันหลั่งไหล นางบางเหล่าก็นอนกรนสำเนียงดังเสียงกา นางบางหมู่ก็นอนเคี้ยวทนต์ นางบางพวกก็นอนละเมอเพ้อฝันจำนรรจาต่างๆ บางหมู่ก็นอนโอษฐ์อ้าอาการวิปลาส บางเหล่านางก็นอนมีกายเปลือยปราศจากวัตถา สำแดงที่สัมพาธฐานให้ปรากฏ...”



เจ้าชายเสด็จจากพระแท่นที่บรรทม เสด็จลุกขึ้นทอดพระเนตรภายในปราสาทที่ประทับ แม้จะสว่างรุ่งเรืองด้วยดวงประทีป และงามตระการด้วยเครื่องประดับ แต่ทรงเห็นเป็นที่มืด และทรงเห็นเป็นดุจป่าช้าผีดิบ สิ่งที่มีชีวิตที่ยังหายใจได้ที่กำลังนอนระเนระนาดปราศจากอาการสำรวม คือ นางบำเรอปรากฏแก่พระองค์เป็นซากศพผีดิบในสุสาน จึงออกพระโอษฐ์ลำพังพระองค์ว่า “อาตมาจะออกสู่มหาภิเนษกรมณ์ในสมัยราตรีนี้” แล้วเสด็จไปยังพระทวารปราสาท และตรัสเรียกมหาดเล็กเฝ้าพระทวารว่า “ใครอยู่ที่นั่น”

 


เสด็จไปเยี่ยมพระนางพิมพา ซึ่งกำลังบรรทมหลับสนิท เป็นนิมิตรอำลาผนวช



พอสิ้นพระดำรัสถามของเจ้าชายสิทธัตถะ ก็มีเสียงทูลขานรับ เจ้าของเสียงระบุชื่อตัวเองว่า “ฉันนะ” นายฉันนะ คือ มหาดเล็กคนสนิทของเจ้าสิทธัตถะและเป็นสหชาติ คือเกิดวันเดียวกับเจ้าชายด้วย



ถ้าจะอุปมาเรื่องราวของพระพุทธเจ้าเป็นดุจบทละคร นายฉันนะก็เป็นตัวละครที่สำคัญคนหนึ่งในเรื่อง ความสำคัญนั้น คือ เป็นผู้มีส่วนร่วมในการเสด็จออกบวชของพระพุทธเจ้า อีกอย่างหนึ่งที่รู้จักกันดี คือ เมื่อภายหลังเจ้าชายได้เสด็จออกบวชและได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าแล้ว นายฉันนะได้โดยเสด็จออกบวชด้วย พระฉันนะกลายเป็นพระหัวแข็ง ใครว่ากล่าวไม่ได้นอกจากพระพุทธเจ้าองค์เดียว เพราะพระฉันนะถือตัวว่าเป็นข้าเก่า เขาใช้สรรพนามเรียกเจ้าชายสิทธัตถะหรือพระพุทธเจ้าติดปากมาจนกระทั่งบวชเป็นพระอยู่คำเดียวว่า “พระลูกเจ้า”



ในตอนที่กล่าวนี้ นายฉันนะนอนอยู่ที่ภายนอกห้องบรรทมของเจ้าชาย ศีรษะหนุนกับธรณีพระทวาร เมื่อเจ้าชายรับสั่งให้ไปเตรียมผูกม้า นายฉันนะก็รับพระบัญชารีบลงไปที่โรงม้า



ส่วนเจ้าชายผู้ทรงตัดสินพระทัยแน่วแน่แล้วว่าจะเสด็จออกบวช เสด็จไปยังห้องบรรทมของพระนางพิมพายโสธราผู้ชายาก่อน เมื่อเสด็จไปถึง ทรงเผยบานพระทวารออก ทรงเห็นพระชายากำลังหลับสนิท พระนางทอดพระพระกรไว้เหนือเศียรราหุล โอรสผู้เพิ่งประสูติ พระองค์ทรงเกิดความเสน่หาอาลัยในพระชายา และพระโอรสที่เพิ่งได้ทอดพระเนตรเห็นเป็นครั้งแรกอย่างหนัก



ทรงหมายพระทัยว่า “จะทรงยกพระหัตถ์นางผู้ชนนี จะอุ้มเอาองค์โอรส...” ก็ทรงเกรงพระนางจะตื่นบรรทม และจะเป็นอุปสรรคแก่การเสด็จออกบวช จึงข่มพระทัยเสียได้ว่าอย่าเลย เมื่อได้สำเร็จเป็นพระพุทธเจ้า “จะกลับมาทัศนาการพระพักตร์พระลูกแก้วเมื่อภายหลัง”



แล้วเสด็จออกจากที่นั้น ลงจากปราสาทไปยังที่ที่นายฉันนะเตรียมผูกม้าไว้เรียบร้อยแล้ว



ทรงปลุกนายฉันนะให้ผูกม้ากัณฐกะ เพื่อประทับเป็นพาหนะเสด็จออกบรรพชา

 

ม้าพระที่นั่งที่เจ้าชายเสด็จขึ้นทรง เพื่อเสด็จออกบวชครั้งนี้ มีชื่อว่า “กัณฐกะ” เป็นสหชาติ คือ เกิดวันเดียวกับเจ้าชาย หนังสือปฐมสมโพธิบอกส่วนยาวของม้านี้ไว้ว่า “ยาวตั้งแต่คอจดท้ายมีประมาณ ๑๘ ศอก” แต่ส่วนสูงกี่ศอก ไม่ได้บอกไว้ บอกแต่ว่า “โดยสูงก็สมควรกับกายอันยาว” และแจ้งถึงลักษณะอย่างอื่นไว้ว่า “สีขาวบริสุทธิ์ดุจสังข์อันขัดใหม่ ศีรษะนั้นดำดุจสีแห่งกา มีเกศาในมุขประเทศ (หน้า) ขาวผ่องดุจไส้หญ้าปล้องงามสะอาด กอปรด้วยพหลกำลังมาก แลยืนประดิษฐานอยู่บนแท่นแก้วมณี”



ความที่ว่านั้นเป็นม้าในวรรณคดีที่กวีพรรณาให้เขื่อง และให้เป็นม้าพิเศษกว่าม้าสามัญ ถ้าถอดความเป็นอย่างธรรมดาก็ว่า กัณฐกะสูงใหญ่สีขาวเหมือนม้าทรงของจอมจักรพรรดิ หรือบุคคลผู้ทรงความเป็นเอกในเรื่อง



เมื่อเจ้าชายเสด็จเข้าใกล้ม้า ทรงยกพระหัตถ์ขวาลูบหลังกัณฐกะ ท่านว่าม้ากัณฐกะมีความยินดีก็เปล่งเสียงร้องดังกึกก้องสนั่นไปทั่วกรุงกบิลพัสดุ์ ดังไปไกลถึงหนึ่งโยชน์ (ประมาณ ๔๐๐ เส้น) โดยรอบ ถ้าเป็นไปตามนี้ ทำไมคนทั้งเมืองจึงไม่ตื่นกัน ท่านผู้รจนาวรรณคดีเรื่องนี้ท่านบอกว่า “เทพยดาก็กำบังเสียซึ่งเสียงนั้นให้อันตรธานหายไป...” ท่านใช้เทวดาเป็นเครื่องเก็บเสียงม้านั่นเอง



ถ้าถอดความจากเรื่องราวของวรรณคดีดังกล่าวออกมาก็คือ เจ้าชายทรงชำนาญในเรื่องม้ามาก ทรงสามารถสะกดม้าไม่ให้ส่งเสียงร้องได้



จากนั้นก็เสด็จขึ้นหลังกัณฐกะ บ่ายพระพักตร์ออกไปทางประตูเมืองที่ชื่อ “พระยาบาลทวาร” โดยมีนายฉันนะมหาดเล็กตามเสด็จไปข้างหลัง วันที่เสด็จออกบวชนั้น หนังสือปฐมสมโพธิบอกว่าเป็นวันเพ็ญเดือน ๘ ท่านว่า “พระจันทร์แจ่มในท่ามกลางคัคนาดลประเทศ (ท้องฟ้า) ปราศจากเมฆ ภายในห้องจักรวาลก็ขาวผ่องโอภาสด้วยนิศากรรังสี” นิศากรรังสี คือ แสงจันทร์ในวันเพ็ญ



ทรงตัดพระโมลีถือเพศบรรพชาที่ฝั่งน้ำอโนมานที ฆฏิการพรหมถวายอัฏฐบริขาร



เจ้าชายสิทธัตถะพร้อมด้วยนายฉันนะที่ตามเสด็จ ทรงขับม้าพระที่นั่งไปตลอดคืน ไปสว่างเอาที่แม่น้ำแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นเขตแดนกั้นเมืองทั้ง ๓ คือ กบิลพัสดุ์ สาวัตถี และไพศาลี ทรงถามนามแม่น้ำนี้กับนายฉันนะ นายฉันนะกราบทูลว่า “พระลูกเจ้า ! แม่น้ำนี้มีชื่อว่า อโนมานที พระเจ้าข้า”



ทรงพาม้าและมหาดเล็กข้ามแม่น้ำ แล้วเสด็จลงจากหลังม้าประทับนั่งบนหาดทราย อันขาวดุจแผ่นเงิน พระหัตถ์ขวาจับพระขรรค์แสงดาบ พระหัตถ์ซ้ายจับพระจุฬา คือ ยอดหรือปลายพระเกศา กับพระโมฬี คือ มุ่นพระเกศา หรือผมที่มุ่นเป็นมวย แล้วทรงตัดด้วยพระขรรค์แสงดาบเหลือพระเกศาไว้ยาวประมาณ ๒ นิ้ว เป็นวงกลมเวียนไปทางขวา



เสร็จแล้วทรงเปลื้องพระภูษาทรงออก แล้วทรงครองผ้ากาสาวพัสตร์ที่ฆฏิการพรหมนำมาถวาย พร้อมด้วยเครื่องบริขารอย่างอื่นของนักบวช แล้วทรงอธิษฐานเพศเป็นนักบวชที่บนหาดทราย ริมฝั่งแม่น้ำอโนมานั่นเอง



ทรงมอบพระภูษาทรง และม้าพระที่นั่งให้นายฉันนะนำกลับไปกราบทูลแจ้งข่าวแก่พระราชบิดาให้ทรงทราบ นายฉันนะมีความอาลัยรักองค์ผู้เป็นเจ้านาย ถึงร้องไห้กลิ้งเกลือกแทบพระบาทไม่อยากกลับไป แต่ขัดรับสั่งไม่ได้ ด้วยเกรงพระอาญา



เจ้าชายหรือตั้งแต่นี้เป็นต้นไป หนังสือพุทธประวัติเรียกว่า “พระมหาบุรุษ” ทรงลูบหลังม้าที่กำลังจะจากพระองค์กลับเมือง ม้าน้ำตาไหลอาบหน้า แล้วแลบชิวหาออกเลียพื้นฝ่าพระบาทของพระองค์ผู้เคยทรงเป็นเจ้าของ



ทั้งม้าทั้งคนคือนายฉันนะน้ำตาอาบหน้า ข้ามน้ำกลับมาเมือง แต่พอลับพระเนตรพระมหาบุรุษ ม้ากัณฐกะก็หัวใจแตกออก ๗ ภาค หรือหัวใจวายตาย นายฉันนะจึงปลดเครื่องม้าออก แล้วนำดอกไม้ป่ามาบูชาศพพญาสินธพ แล้วฉันนะก็หอบพระภูษาทรงและเครื่องม้าเดินร้องไห้กลับเมืองคนเดียว




ทรงบำเพ็ญทุกกรกิริยา ปัญจวัคคีย์เฝ้าปฏิบัติ พระอินทร์ดีดพิณถวายข้ออุปมา



ตอนนี้เป็นตอนที่พระมหาบุรุษบำเพ็ญทุกกรกิริยา กลุ่มคนที่นั่งอยู่เบื้องหน้าพระพักตร์นั้นคือ คณะปัญจวัคคีย์ มี ๕ คนด้วยกัน คือ โกณฑัญญะ วัปปะ ภัททิยะ มหานามะ และอัสสชิ ทั้งหมดตามเสด็จพระมหาบุรุษออกมาเพื่อเฝ้าอุปัฏฐาก ส่วนผู้ที่ถือพิณอยู่บนอากาศนั้นคือพระอินทร์



คนหัวหน้าคือโกณฑัญญะ เป็นคนหนึ่งในจำนวนพราหมณ์ ๘ คน ที่เคยทำนายพระลักษณะของเจ้าชายสิทธัตถะ ตอนนั้นยังหนุ่ม แต่ตอนนี้แก่มากแล้ว อีก ๔ คน เป็นลูกของพราหมณ์ที่เหลือ คือ ในจำนวนพราหมณ์ ๗ คนนั้น



ทุกกรกิริยาเป็นพรตอย่างหนึ่งซึ่งนักบวชสมัยนั้นนิยมทำกัน มีตั้งแต่อย่างต่ำธรรมดา จนถึงขั้นอาการปางตายที่เกินวิสัยสามัญมนุษย์จะทำได้อย่างยิ่งยวด ปางตาย คือ กัดฟัน กลั้นลมหายใจเข้าออก และอดอาหาร



พระมหาบุรุษทรงทดลองดูทุกอย่าง จนบางครั้ง เช่น คราวลดเสวยอาหารน้อยลงๆ จนถึงงดเสวยเลย แทบสิ้นพระชนม์ พระกายซูบผอม พระโลมา (ขน) รากเน่าหลุดออกมา เหลือแต่หนังหุ้มกระดูก เวลาเสด็จดำเนินถึงกับซวนเซล้มลง



ทรงทดลองดูแล้วก็ทรงประจักษ์ความจริง ความจริงที่ว่านี้ กวีท่านแต่งเป็นปุคคลาธิษฐาน คือ พระอินทร์ถือพิณสามสายมาทรงดีดให้ฟัง สายพิณที่หนึ่งลวดขึงตึงเกินไปเลยขาด สายที่สองหย่อนเกินไปดีดไม่ดัง สายที่สามไม่หย่อนไม่ตึงนัก ดีดดัง เพราะ



พระอินทร์ดีดพิณสายที่สาม (มัชฌิมาปฏิปทา) ดังออกมาเป็นความว่า ไม้สดแช่อยู่ในน้ำ ทำอย่างไรก็สีให้เกิดไฟไม่ได้ ถึงอยู่บนบก แต่ยังสด ก็สีให้เกิดไฟไม่ได้ ส่วนไม้แห้งและอยู่บนบกจึงสีให้เกิดไฟได้ อย่างแรกเหมือนคนยังมีกิเลสและอยู่ครองเรือน อย่างที่สองเหมือนคนออกบวชแล้ว แต่ใจยังสดด้วยกิเลส อย่างที่สามเหมือนคนออกบวชแล้วใจเหี่ยวจากกิเลส



พอทรงเห็นหรือได้ยินเช่นนั้น พระมหาบุรุษจึงทรงเลิกบำเพ็ญทุกกรกิริยา ซึ่งเป็นความเพียรทางกาย แล้วเริ่มกลับเสวยอาหารเพื่อบำเพ็ญความเพียรทางใจ พวกปัญจวัคคีย์ทราบเข้าก็เกิดเสื่อมศรัทธา หาว่าพระมหาบุรุษคลายความเพียรเวียนมาเพื่อกลับเป็นผู้มักมากเสียแล้ว เลยพากันละทิ้งหน้าที่อุปัฏฐากหนีไปอยู่ที่อื่น



เช้าวันตรัสรู้ นางสุชาดากับทาสี มาถวายข้าวมธุปายาส โดยสำคัญว่าเป็นเทวดา



นับตั้งแต่พระมหาบุรุษเสด็จออกบวชเป็นต้นมาจนถึงวันที่เห็นอยู่ในภาพนี้ เป็นเวลาย่างเข้าปีที่ ๖ ตอนนี้พระมหาบุรุษเริ่มเสวยอาหารจนพระวรกายมีกำลังเป็นปกติแล้ว และวันนี้เป็นวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ ก่อนพระพุทธเจ้านิพพาน ๔๕ ปี สตรีที่กำลังถวายของแด่พระมหาบุรุษ คือ นางสุชาดา เป็นธิดาของคหบดีผู้หนึ่งในหมู่บ้าน ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม ของที่นางถวาย คือ ข้าวมธุปายาส คือข้าวที่หุงด้วยนมโคล้วน เป็นอาหารจำพวกมังสวิรัติ ไม่ปนเนื้อ ไม่เจือปลา ใช้สำหรับบวงสรวงเทพเจ้าโดยเฉพาะ

 



ปฐมสมโพธิเล่าว่า นางสุชาดาเคยบนเทพเจ้าไว้ที่ต้นไทร เพื่อให้ได้สามีผู้มีชาติสกุลเสมอกัน และได้ลูกที่มีบุญ เมื่อนางได้สมปรารถนาแล้ว จึงหุงข้าวมธุปายาสเพื่อแก้บน ก่อนถึงวันหุง นางสุชาดาสั่งคนงานให้ไล่ต้อนฝูงโคนมจำนวนหนึ่งพันตัวเข้าไปเลี้ยงในป่าชะเอมเครือ ให้แม่โคกินชะเอมเครือ กินอิ่มแล้วไล่ต้อนออกมา แล้วแบ่งแม่โคนมออกเป็นสองฝูงๆ ละ ๕๐๐ ตัว แล้วรีดเอานมจากแม่โคนมฝูงหนึ่งมาให้แม่โคนมอีกฝูงหนึ่งกิน แบ่งและคัดแม่โคนมอย่างนี้เรื่อยๆ ไปจนเหลือแม่โคนม ๘ ตัว เสร็จแล้วจึงรีดน้ำนมจากแม่โคนมทั้ง ๘ มาหุงข้าวมธุปายาส



หุงเสร็จแล้ว นางสุชาดาสั่งให้นางทาสีหญิงรับใช้ไปทำความสะอาดปัดกวาดบริเวณต้นไทร นางทาสีไปแล้วกลับมารายงานให้นางสุชาดาทราบว่า เวลานี้รุกขเทพเจ้าที่จะรับเครื่องสังเวยได้สำแดงกายให้ปรากฏ นั่งรออยู่ที่โคนต้นไทรแล้ว นางสุชาดาดีใจเป็นกำลัง จึงยกถาดข้าวมธุปายาสขึ้นทูนหัวเดินมาที่ต้นไทรพร้อมกับนางทาสี ก็ได้เห็นจริงอย่างนางทาสีเล่า นางจึงน้อมถาดข้าวมธุปายาสเข้าไปถวาย พระมหาบุรุษทรงรับแล้วทอดพระเนตรดูนางสุชาดา นางทราบพระอาการกิริยาว่า พระมหาบุรุษไม่มีบาตรหรือภาชนะอย่างอื่นรับอาหาร นางจึงกล่าวคำมอบถวายข้าวมธุปายาสพร้อมทั้งถาดนั้น



ถวายเสร็จแล้วก็ไหว้ แล้วเดินกลับบ้านด้วยความยินดี และด้วยความสำคัญหมายว่า พระมหาบุรุษนั้นเป็นรุกขเทพเจ้า

 


ทรงลอยถาด ถาดจมลงไปกระทบกับถาดเดิม ๓ ใบ พญานาคก็รู้ว่า พระพุทธเจ้าจะมาตรัสรู้



เมื่อนางสุชาดากลับไปบ้านแล้ว พระมหาบุรุษเสด็จลุกขึ้นจากอาสนะ ทรงถือถาดทองข้าวมธุปายาส เสด็จไปยังริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา เสด็จลงสรงน้ำ แล้วขึ้นมาประทับนั่งริมฝั่ง ทรงปั้นข้าวมธุปายาสออกเป็นปั้น รวมได้ ๔๙ ปั้น แล้วเสวยจนหมด ปฐมสมโพธิว่า “เป็นอาหารที่คุ้มไปได้ ๗ วัน ๗ หน”



เสร็จแล้วทรงลอยถาดและทรงอธิษฐานว่า ถ้าจะได้สำเร็จเป็นพระพุทธเจ้า ขอให้ถาดจงลอยทวนกระแสน้ำขึ้นไปไกลถึง ๘๐ ศอก ไปจนถึงวังน้ำวนแห่งหนึ่ง ถาดนั้นจึงจมดิ่งหายไปจนถึงพิภพของกาฬนาคราช กระทบกับถาดสามใบของพระพุทธเจ้าในอดีตสามพระองค์เสียงดังกริ๊ก



พระพุทธเจ้าในอดีตสามพระองค์นั้น คือ พระกกุสันธะ พระโกนาคมน์ และพระกัสสปะ พระมหาบุรุษกำลังจะเป็นองค์ที่ ๔



กาฬนาคราชหลับมาตั่งแต่สมัยพระพุทธเจ้าในอดีต จะตื่นทุกครั้งที่ได้ยินเสียงถาด พอได้ยิน ก็รู้ได้ว่าพระพุทธเจ้าองค์ใหม่เกิดในโลกแล้ว คราวนี้ก็เหมือนกัน เมื่อได้ยินเสียงถาดของพระมหาบุรุษ ก็งัวเงียขึ้นแล้วงึมงำว่า “เมื่อวานนี้พระชินสีห์ (หมายถึงพระกัสสปพุทธเจ้า) อุบัติในโลกพระองค์หนึ่ง แล้วซ้ำบังเกิดอีกพระองค์หนึ่งเล่า” ลุกขึ้นมาไหว้พระพุทธเจ้าเกิดใหม่ แล้วก็หลับต่อไปอีก



ความที่กล่าวมาถึงตอนพระมหาบุรุษทรงลอยถาด แล้วถาดลอยทวนกระแสน้ำจนถึง กาฬนาคราชได้บาดาลได้ยินเสียงถาดตกลงนั้น ท่านพรรณาเป็นปุคคลาธิษฐานถ้าถอดความเป็นธรรมาธิษฐานก็ได้ความอย่างนี้คือ ถาดนั้นคือพระศาสนาของพระพุทธเจ้า แม่น้ำคือ โลกหรือคนในโลก คำสั่งสอนหรือพระศาสนาของพระพุทธเจ้า พาคนไหลทวนกระแสโลกไปสู่กระแสนิพพาน คือความพ้นทุกข์ที่ไม่มีเกิด แก่ เจ็บ และตาย ส่วนกระแสโลกไหลไปสู่ความเกิด แก่ เจ็บ และตาย พญานาคใต้บาดาลผู้หลับใหล คือสัตวโลกที่หนาแน่นด้วยกิเลส เมื่อพระพุทธเจ้าทรงอุบัติบังเกิดขึ้นมาในโลกก็รู้ว่าเป็นพระพุทธเจ้า รู้แล้วก็หลับใหลไปด้วยอำนาจแห่งกิเลสต่อไปอีก




ทรงลาดหญ้าประทับเป็นโพธิบัลลังก์ ตกเย็นพระยามารก็กรีฑาพลมาขับไล่



เหตุการณ์ที่เกิดกับพระมหาบุรุษตอนนี้เรียกว่า “มารผจญ” ซึ่งเกิดขึ้นในวันเพ็ญเดือน ๖ ก่อนตรัสรู้ไม่กี่ชั่งโมง พระอาทิตย์กำลังอัสดงลงลับทิวไม้ สัตว์สี่เท้าที่กำลังจะใช้งาทิ่มแทงพระมหาบุรุษนั้นมีชื่อว่า “นาราคีรีเมขล์” เป็นช้างทรงของพระยาวัสสวดีมารซึ่งเป็นจอมทัพ สตรีที่กำลังบีบมวยผมนั้นคือ “พระนางธรณี” มีชื่อจริงว่า “สุนธรีวนิดา”



พระยามารตนนี้เคยผจญพระมหาบุรุษมาครั้งหนึ่งแล้ว คือ เมื่อคราวเสด็จออกจากเมือง แต่คราวนี้เป็นการผจญชิงชัยกับพระมหาบุรุษยิ่งใหญ่กว่าทุกคราว กำลังพลที่พระยามารยกมาครั้งนี้มืดฟ้ามัวดิน มาทั้งบนเวหา บนดิน และใต้บาดาล ขนาดเทพเจ้าที่มาเฝ้ารักษาพระมหาบุรุษต่างเผ่นหนีกลับวิมานกันหมดเพราะเกรงกลัวมาร



ปฐมสมโพธิพรรณนาภาพพลมารตอนนี้ไว้ว่า “...บางจำพวกก็หน้าแดงกายเขียว บางจำพวกก็หน้าเขียวกายแดง บางเหล่าจำแลงกายขาวหน้าเหลือง...บางหมู่กายลายพร้อยหน้าดำ...บางพวกกายท่อน ล่างเป็นนาค กายท่อนต่ำเป็นมนุษย์...”



ส่วนตัว พระยามาร เนรมิตพาหาคือแขนซ้ายและขวาข้างละหนึ่งพันแขน แต่ละแขนถืออาวุธต่างๆ เช่น ดาบ หอก ธนู ศร โตมร (หอกซัด) จักรสังข์ อังกัส (ของ้าวเหล็ก) คทา ก้อนศิลา หลาว เหล็ก ครกเหล็ก ขวานถาก ขวานผ่า ตรีศูล (หลาวสามง่าม) ฯลฯ



เหตุที่พระยามารมาผจญพระมหาบุรุษทุกครั้ง เพราะพระยามารมีนิสัยไม่อยากเห็นใครดีเกินหน้าตน เมื่อพระมหาบุรุษจะทรงพยายามเพื่อเป็นคนดีที่สุดในโลก จึงขัดขวางไว้ แต่ก็พ่ายแพ้พระมหาบุรุษทุกครั้ง ครั้งนี้เมื่อเริ่มยกแรกก็แพ้ แพ้แล้วก็ใช้เล่ห์ คือ กล่าวตู่พระมหาบุรุษว่ามายึดเอา “โพธิบัลลังก์” คือตรงที่พระมหาบุรุษประทับนั่ง ซึ่งพระยามารตู่เป็นที่ของตน พระยามารอ้างพยานบุคคลคือพวกพ้องของตน ฝ่ายพระมหาบุรุษทรงมองหาใครเป็นพยานไม่ได้ เทพเจ้าเล่าก็เปิดหนีกันหมด จึงทรงเหยียดพระหัตถ์ขวาออกจากชายจีวร แล้วทรงชี้พระดัชนีลงยังพื้นพระธรณี พระนางธรณีจึงผุดขึ้นตอนนี้เพื่อเป็นพยาน

 


แม่พระธรณีบิดพระเกศา เกิดเป็นสมุทรธารา พระยามารก็พ่ายแพ้แก่พระบารมี

 


สถานที่ที่พระมหาบุรุษประทับนั่งพื่อทรงบำเพ็ญเพียรทางใจ แสวงหาทางตรัสรู้ ซึ่งอยู่ที่โคนต้นพระศรีมหาโพธิ์นั้น เรียกว่า “โพธิบัลลังก์” พระยามารกล่าวตู่ว่าเป็นสมบัติของตน ส่วนพระมหาบุรุษทรงกล่าวแก้ว่า บังเกิดขึ้นด้วยผลแห่งบุญบารมีที่พระองค์ทรงบำเพ็ญมาแต่ชาติปางก่อน แล้วทรงอ้างพระนางธรณีเป็นพยาน



ปฐมสมโพธิว่า “พระธรณีก็มิอาจดำรงกายอยู่ได้...ก็อุบัติบันดาลเป็นรูปนารี ผุดขึ้นจากพื้นปฐพี...” แล้วกล่าวเป็นพยานพระมหาบุรุษ พร้อมกับบีบน้ำออกจากมวยผม น้ำนั้นคือสิ่งที่เรียกว่า “ทักษิโณทก” อันได้แก่ น้ำที่พระมหาบุรุษทรงกรวดทุกครั้งที่ทรงบำเพ็ญบุญบารมีแต่ชาติปางก่อนเป็นลำดับมา ซึ่งแม่พระธรณีเก็บไว้ที่มวยผม เมื่อนางบีบก็หลั่งไหลออกมา



ปฐมสมโพธิว่า “เป็นท่อธารมหามหรรณพ นองท่วมไปในประเทศทั้งปวง ประดุจห้วงมหาสาครสมุทร...หมู่มารเสนาทั้งหลายมิอาจดำรงกายอยู่ได้ ก็ลอยไปตามกระแสน้ำ ปลาสนาการไปสิ้น ส่วนคิรีเมขลคชินทร ที่นั่งทรงองค์พระยาวัสสวดี ก็มีบาทาอันพลาด มิอาจตั้งกายตรงอยู่ได้ ก็ลอยตามชลธารไปตราบเท่าถึงมหาสาคร...พระยามารก็พ่ายแพ้ไปในที่สุด”



บารมีนั้นคือความดี พระมหาบุรุษท่านทรงรำพึงว่า ชีวิต ดวงหทัย นัยน์เนตรที่ท่านทรงบริจาคให้เป็นกุศลผลทานมาก่อนนั้น ถ้าจะเก็บรวมไว้ก็จะมากกว่าผลาผลไม้ในป่า มากกว่าดวงดาราในท้องฟ้า



ความดีที่ทำไว้นั้นไม่หนีไปไหน ถึงใครไม่เห็น ฟ้าดินก็เห็น ดินคือแม่พระธรณี



พอรุ่งอรุณก็ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า เทวดาฝ่ายฟ้อนร่อนรำถวายเป็นพุทธบูชา

 

 

เมื่อพระมหาบุรุษทรงชนะมารแล้วนั้น พระอาทิตย์กำลังจะอัสดง ราตรีเริ่มย่างเข้ามา พระมหาบุรุษยังคงประทับนั่งไม่หวั่นไหวที่โพธิบัลลังก์ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ทรงเริ่มบำเพ็ญสมาธิให้เกิดในพระทัยด้วยวิธีที่เรียกว่า เข้าฌาน แล้วทรงบรรลุญาณ

 


ฌาน คือ วิธีทำจิตให้เป็นสมาธิ คือให้จิตแน่วแน่ ไม่ฟุ้งซ่านคิดโน่นคิดนี่อย่างปุถุชนธรรมดา ส่วน ญาณ คือ ปัญญาความรู้แจ้ง เปรียบให้เห็นความง่ายเข้าก็คือ แสงเทียนที่นิ่งไม่มีลมพัด คือ “ฌาน” แสงสว่างอันเกิดจากแสงเทียนเท่ากับ ปัญญา (ญาณ)



พระมหาบุรุษทรงบรรลุญาณที่หนึ่งในตอนปฐมยาม (ประมาณ ๓ ทุ่ม) ญาณที่หนึ่งนี้เรียกว่า “บุพเพนิวาสานุสติญาณ” หมายถึง ความรู้แจ้งถึงอดีตชาติหนหลังทั้งของตนและของคนอื่น พอถึงมัชฌิมยาม (ประมาณเที่ยงคืน) ทรงบรรลุญาณที่สอง ที่เรียกว่า “จุตูปปาตญาณ” หมายถึง ความรู้แจ้งถึงความจุติ คือดับและเกิดของสัตวโลก ตลอดถึงความแตกต่างกันที่เรียกว่า “กรรม” พอถึงปัจฉิมยาม (หลังเที่ยงคืนล่วงแล้ว) ทรงบรรลุญาณที่สามคือ “อาสวักขยญาณ” หมายถึง ความรู้แจ้งถึงความสิ้นไปของกิเลส และอริยสัจ ๔ คือ ความทุกข์ เหตุเกิดของความทุกข์ ความดับทุกข์ และวิธีดับทุกข์



การได้บรรลุญาณทั้งสามของพระมหาบุรุษนั้นเรียกว่า ตรัสรู้ความเป็นพระพุทธเจ้า ซึ่งเกิดขึ้นในคืนวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ หลังจากนั้น พระนามว่า สิทธัตถะก็ดี พระโพธิสัตว์ก็ดี ที่เกิดใหม่ตอนก่อนตรัสรู้ว่าพระมหาบุรุษก็ดี ได้กลายเป็นพระนามในอดีตหนหลัง เพราะตั้งแต่นี้ต่อไปทรงมีพระนามใหม่ว่า “อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า” แปลว่า พระผู้ตรัสรู้ธรรมเครื่องหลุดพ้นจากกิเลสโดยชอบด้วยพระองค์เอง



เหตุการณ์ครั้งนี้จึงเป็นที่มหัศจรรย์เป็นอย่างยิ่ง กวีจึงแต่งความเป็นปุคคลาธิษฐานเฉลิมพระเกียรติพระพุทธเจ้าว่า นำสัตว์ มนุษย์นิกร และทวยเทพในหมื่นโลกธาตุ หายทุกข์ หายโศก สิ้นวิปโยคจากผองภัย สัตว์ทั้งหลายต่างมีเมตตาจิตต่อกันทุกถ้วนหน้า เว้นจากเวรานุเวร อาฆาตมาดร้ายแก่กัน



ทวยเทพต่างบรรเลงดนตรีสวรรค์ ร่ายรำ ขับร้อง แซ่ซ้องถวายเป็นพุทธบูชาและกล่าวสรรเสริญพระพุทธคุณกันทั่วหน้า

 

************************************



ที่มา : ภาพและเนื้อหา จากสมุดภาพ ปฐมสมโพธิกถา วรรณคดีพระพุทธศานาพากไทย คัมภีร์แสดงเรื่องราวของพระพุทธเจ้า พระนิพนธ์ของสมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระปรมานุชิตชิโนรส


ผู้วาดภาพประกอบ : กฤษณะ สุริยกานต์

 


ที่มา : เว็บไซต์วัดตรีวิสุทธิธรรม

 เรื่อง :ดื่มน้ำผิดเวลา กระทบระบบย่อย.. วันเสาร์ที่ ๑๒ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๖ เวลา ๑๕:๒๖ น. 
ธัมมะธัมโม
ลงทะเบียนเมื่อ: วันเสาร์ที่ ๒๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๓ เวลา ๒๒:๑๑ น.
: 96
ที่อยู่
หัวข้อ : เรื่องสุขภาพ
เรื่อง : ดื่มน้ำผิดเวลา กระทบระบบย่อย

ดื่มน้ำผิดเวลา กระทบระบบย่อย

177329น้ำสำคัญกับร่างกายมากจนอาจคาดไม่ถึง รู้หลักดื่มให้ถูกต้อง ไม่บั่นทอนสุขภาพ

 

หลายคนอาจหลงลืมหรือให้ความสำคัญน้อยเกินไป กับสิ่งที่จำเป็นมากสำหรับร่างกาย อย่าง "น้ำดื่ม"


"ร่างกายของมนุษย์เรา มีน้ำเป็นส่วนประกอบถึง 70%"…จาก ข้อความนี้ น่าจะทำให้เห็นความสำคัญของน้ำเพิ่มมากขึ้นนะคะ เนื่องจากส่วนต่างๆ ของร่างกายมีน้ำหล่อเลี้ยงอยู่ทุกหนแห่ง น้ำในร่างกายแบ่งเป็น 3 ส่วน คือ น้ำที่ประกอบอยู่ในเซลล์ประมาณ 60% มีอยู่นอกเซลล์ประมาณ 30% และที่อยู่ในเนื้อเยื่อ หรือเลือดอีก 10% เหตุนี้จึงทำให้มนุษย์ต้องการน้ำ ประมาณ 2–3 ลิตรต่อวัน ในทางกลับกัน แต่ละวันร่างกายก็มีการขับน้ำออกในลักษณะของปัสสาวะ 0.5-2.3 ลิตร นอกจากนั้นยังมีการขับน้ำออกทางเหงื่อ อุจจาระ และลมหายใจ

 

หน้าที่ของน้ำในร่างกายนั้นมีมากมาย ทั้งช่วยย่อยอาหาร ละลายสารอาหารและออกซิเจนเพื่อขนส่งให้เซลล์ทั่วร่างกาย ช่วยให้หัวใจทำงานปกติ เลือดไหลเวียนดี ละลายสารพิษเพื่อขับออกจากร่างกาย ทำให้ข้อกระดูกเคลื่อนไหวได้สะดวก ทำให้ผิวพรรณสดใสไม่แห้งกร้าน ใบหน้าชุ่มชื้นดูมีเลือดฝาด เมื่อน้ำสำคัญมากขนาดนี้ จะดื่มน้ำกันอย่างไรให้เกิดประโยชน์ต่อร่างกายเรามากที่สุด?


น้ำที่ดื่มต้องสะอาด : เรื่องนี้สำคัญมากนะคะ หากเราดื่มน้ำที่ไม่ได้คุณภาพมาตรฐาน อาจส่งผลต่อร่างกาย เช่น น้ำที่มีเชื้อจุลินทรีย์ปะปนในปริมาณมาก อาจทำให้อุจจาระร่วง ป่วยโรคบิดและไทฟอยด์ หากน้ำดื่มมีสารเคมี โลหะหนัก เช่น คลอไรด์, ไนเตรท, แมงกานีส, สังกะสี, ตะกั่ว ก็ยังส่งผลเสียต่อตับ ตับอ่อน ไต กระเพาะปัสสาวะ เพิ่มความเสี่ยงเกิดโรคมะเร็ง

 

ดื่มน้ำให้เพียงพอและถูกต้อง : โดยปกติเราควรดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 6-8 แก้ว หรือ 2-3 ลิตร ควรดื่มน้ำทันทีหลังจากตื่นนอน  โดยตอนเช้าควรดื่มน้ำอุ่นทันที 2 แก้ว เพื่อช่วยให้ขับถ่ายอุจจาระได้ดี ดื่มน้ำทุกครั้งที่รู้สึกกระหาย ไม่ ควรดื่มน้ำเกินครึ่งแก้วก่อนรับประทานอาหาร 15 นาที และภายใน 40 นาทีหลังมื้ออาหาร เนื่องจากทำให้น้ำย่อยเจือจางลง ส่งผลต่อระบบการย่อยอาหาร


ทั้งนี้การดื่มน้ำก็ขึ้นอยู่กับสิ่งแวดล้อมรอบตัวในขณะนั้นด้วย เช่น อากาศที่ร้อน และแห้ง ร่างกายจะสูญเสียน้ำทางผิวหนังและลมหายใจมากกว่าปกติ ดังนั้น ผู้ที่อยู่กลางแจ้งและในห้องปรับอากาศที่เย็นจัดจะต้องการน้ำมากกว่าคนที่อยู่ในที่ร่มหรือในห้องที่อุ่นสบาย หรือผู้ที่ออกกำลังกาย มีไข้ ท้องเสีย อาเจียนก็ควรดื่มน้ำเพื่อชดเชยการสูญเสียน้ำด้วย ทั้งนี้ ควร ดื่มน้ำทีละนิด แบบจิบทีละ 2–3 อึก จิบบ่อยๆ ไปตลอดทั้งวัน ซึ่งจะดีกว่าการดื่มน้ำครั้งละมากๆ เพราะเป็นการเพิ่มภาระให้กับระบบขับถ่าย อย่าง ไต ปอด ม้าม และระบบย่อยอาหาร อีกทั้งร่างกายจะดูดซึมไม่ทัน และขับออกมาเป็นปัสสาวะ แม้ดื่มน้ำเข้าไปมากก็ยังรู้สึกหิวน้ำอยู่บ่อยๆ

 

การดื่มน้ำอย่างเพียงพอจะช่วยให้ไตทำงานได้ดี ซึ่งหลายคนอาจคิดไม่ถึงว่า ไต ต้องทำหน้าที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นกำจัดสารพิษต่าง ๆ ที่เข้าสู่ร่างกาย ซึ่งเกิดจากกระบวนการทำงานภายในเซลล์, ดูดสารอาหารที่มีประโยชน์กลับคืนเข้าสู่ร่างกาย, ควบคุมระดับความเป็นกรด ด่าง ของของเหลวในร่างกาย, กำจัดของเสียส่วนเกินแล้วขับออกทางปัสสาวะ, สร้างฮอร์โมนที่เป็นตัวกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดแดงและวิตามินดี..ถ้า ร่างกายได้รับน้ำไม่เพียงพอ ไตก็ไม่สามารถทำหน้าที่ดังที่กล่าวได้ดี เช่นเดียวกับ ตับ ต้องทำงานหนักขึ้น เผาผลาญไขมันได้น้อยลง ทำให้ร่างกายมีการสะสมไขมันมากขึ้นอีกด้วย


หากปล่อยให้ร่างกายขาดน้ำหรือได้รับน้ำไม่เพียงพอ ร่างกายต้องดึงน้ำจากส่วนต่างๆ มาใช้โดยที่เราไม่รู้ตัว ส่งผลให้เลือดข้น ระบบไหลเวียนของเหลวผิดปกติ ผิวหยาบ ปวดศีรษะ เป็นตะคริว ความดันสูง

 

อย่างไรก็ตาม มีข้อควรระวังในการดื่มน้ำอยู่บ้าง เช่น ผู้ป่วยโรคไต ที่มีอาการบวมน้ำ ต้องควบคุมปริมาณน้ำดื่มในแต่ละวันตามแพทย์กำหนด เพราะไตของผู้ป่วยไม่สามารถขับน้ำออกจากร่างกายได้ตามปกติ น้ำปริมาณมากจึงคั่งอยู่ภายใน ส่งผลให้แขนขาบวม ความดันโลหิตสูง

 

ไม่ควรดื่มน้ำเย็นจัด : เพราะอวัยวะภายในร่าง กายต้องปรับอุณหภูมิของน้ำที่เย็นจัดให้เท่ากับอุณหภูมิของร่างกายก่อนนำไป ใช้งาน ซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบย่อยอาหาร เป็นผลให้ร่างกายอ่อนแอ ทางที่ดีควรดื่มน้ำอุ่นเป็นประจำเพื่อช่วยขับเหงื่อ

 

ไม่ควรรับประทานอาหารที่มีรสจัดเกินไป : เพราะจะทำให้รู้สึกกระหายมากกว่าปกติ การดื่มน้ำมากเกินไปจะทำให้ร่างกายทำงานหนักและทรุดโทรมก่อนวัย

 

ทราบกันอย่างนี้แล้วก็ปรับวิธีการดื่มน้ำให้เหมาะสมและเกิดประโยชน์สูง สุดต่อร่างกายเรากันนะคะ เพื่อสุขภาพของเราเอง และคนที่เรารัก อย่าลืมประโยคสำคัญที่ว่า You are what you eat กันล่ะ.

 

"PrincessFangy"
twitter.com/PrincessFangy


อ้างอิงบางส่วนจาก www.thaihealth.or.th และ www.e-magazine.info

 


ที่มา : เดลินิวส์

 

 เรื่อง :พระพรปีใหม่ ๒๕๕๖.. วันอังคารที่ ๐๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๖ เวลา ๑๗:๕๙ น. 
ธัมมะธัมโม
ลงทะเบียนเมื่อ: วันเสาร์ที่ ๒๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๓ เวลา ๒๒:๑๑ น.
: 96
ที่อยู่
หัวข้อ : ข่าวสารบ้านเมือง
เรื่อง : พระพรปีใหม่ ๒๕๕๖

 

พระราชดำรัส พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานในโอกาสวันขึ้นปีใหม่  ๑ มกราคม ๒๕๕๖


175564

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานพรแก่ปวงชนชาวไทย ในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ ๑ มกราคม ทรงปรารถนา อยากเห็นคนไทย เมตตา หวังดี ดูแล เกื้อกูล กันและกัน ฉันญาติมิตร เพื่อชาติมั่นคง

 

ประชาชนชาวไทยทั้งหลาย


บัดนี้ถึงวาระขึ้นปีใหม่ ข้าพเจ้าขอส่งความปรารถนาดี มาอวยพรแก่ท่านทุกๆ คน ให้มีความสุข ความเจริญ และความสำเร็จสมประสงค์ ในสิ่งที่ปรารถนา

 

ข้าพเจ้าขอขอบใจท่านเป็นอย่างมาก ที่พรั่งพร้อมกันมา ให้กำลังใจแก่ข้าพเจ้าในคราววันเกิด ด้วยความหวังดีจากใจจริง น้ำใจไมตรีที่ทุกคนทุกฝ่ายแสดงออกในวันนั้น ยังประทับอยู่ในความทรงจำของข้าพเจ้าไม่รู้ลืม  ในปีใหม่นี้ ข้าพเจ้าจึงปรารถนา อย่างยิ่ง ที่จะเห็นคนไทยเราได้ตั้งจิตตั้งใจ ให้มั่นอยู่ในความเมตตา และหวังดีต่อกัน ดูแลเอาใจใส่กัน ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ให้กำลังใจ แก่กันและกัน ผูกพันกันไว้ฉันญาติและฉันมิตร ทุกคนทุกฝ่าย จะได้ร่วมมือ ร่วมความคิดอ่านกัน สร้างสรรค์ความสุข ความเจริญมั่นคง ให้แก่ตนชาติได้ ดังที่ตั้งใจปรารถนา

 

ขออานุภาพแห่งคุณพระศรีรัตนตรัย และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ จงคุ้มครองรักษาท่านทุกคน ให้ปราศจากทุกข์ ปราศจากโรคภัย ให้มีความสุขกายสุขใจ ตลอดศกหน้านี้โดยทั่วกัน

 

พระราชดำรัส พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานในโอกาสวันขึ้นปีใหม่  ๑ มกราคม ๒๕๕๖

ที่มา : เดลินิวส์

 

          

 เรื่อง :สมเด็จพระสังฆราช ประทานพระโอวาทวันขึ้นปีใหม่ 2556.. วันพฤหัสบดีที่ ๒๐ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๕ เวลา ๒๒:๓๑ น. 
ธัมมะธัมโม
ลงทะเบียนเมื่อ: วันเสาร์ที่ ๒๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๓ เวลา ๒๒:๑๑ น.
: 96
ที่อยู่
หัวข้อ : ข่าวสารบ้านเมือง
เรื่อง : สมเด็จพระสังฆราช ประทานพระโอวาทวันขึ้นปีใหม่ 2556

สมเด็จพระสังฆราช ประทานพระโอวาทวันขึ้นปีใหม่ 2556

 

20121220165731

 

กรุงเทพฯ 20 ธ.ค.- สมเด็จพระสังฆราช ประทานพระโอวาทวันขึ้นปีใหม่ 2556 ให้คนไทยมีพรและให้พรแก่กันและกัน เพื่อความเจริญด้วยอายุ วรรณะ สุขะ พละ ของสรรพชีวิต ตลอดถึงสรรพกิจการและชาติบ้านเมืองตลอดไป

 

สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ประทานพระโอวาทวันขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2556 ความว่า


 

2555-12-20"ขออำนวยพรสาธุชนทั้งหลาย ดิถีขึ้นปีใหม่ได้เวียนมาถึงอีกวาระหนึ่ง คือวันขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2556 นับเป็นเทศกาลที่เป็นที่ปีติยินดีของคนทั่วไป เพราะอย่างน้อยก็ยินดีที่ได้มีชีวิตอยู่รอดปลอดภัยมาด้วยดีอีกปีหนึ่ง และก็หวังใจว่าจะมีชีวิตอยู่รอดปลอดภัยและดียิ่งๆ ขึ้นต่อไปอีกในปีใหม่จะมาถึง ฉะนั้น เทศกาลปีใหม่จึงถือกันว่าเป็นเทศกาลแห่งความสุข สุขใจกับอดีตที่ผ่านมา และสุขใจกับอนาคตที่กำลังจะมาถึง จึงได้พากันทำกิจกรรมแห่งความสุข มีการทำบุญตักบาตร และอำนวยอวยพรแก่กันตามประเพณีนิยม

 

พรที่ทุกคนปรารถนา น่าจะเป็นพร 4 ประการที่นิยมเรียกกันว่า จตุรพิธพร คือ อายุ วรรณะ สุขะ พละ ซึ่งหมายถึง ความมีอายุยืน มีผิวพรรณผ่องใสงดงาม มีความสุขด้วยสมบัติคือพรั่งพร้อมด้านต่างๆ และมีพละกำลัง ทั้งกำลังกาย กำลังใจ กำลังปัญญา กำลังทรัพย์ และกำลังพวกพ้อง

 

อันที่จริง การให้พรกันนั้นย่อมเป็นที่ทราบกันว่าคือการให้ความมีมิตรจิตมิตรใจต่อกัน มิใช่ใครจะหยิบยื่นพรเหล่านี้ให้แก่กันได้เพียงแต่พูด หรือกล่าวคำอวยพรแก่กันเท่านั้น ฉะนั้น การให้พรกันจึงหมายถึงการแสดงออกซึ่งความปรารถนาดีต่อกัน เพียงเท่านี้ก็เป็นสิ่งที่เกื้อกูลแก่ความสุขทางจิตใจเป็นอันมากด้วยกันทั้ง สองฝ่าย ทั้งเป็นสิ่งที่เกื้อกูลให้เกิดพรทั้งสี่ได้จริง

 

ตรงกันข้าม การแสดงออกซึ่งความปรารถนาร้ายต่อกัน ย่อมเป็นเครื่องบั่นทอนพรต่างๆ มีอายุเป็นต้น ซึ่งมิได้มีความหมายแต่อายุของชีวิตคน แต่รวมไปถึงอายุของกิจการ บ้านเมือง และประเทศชาติด้วย เพราะคนเรานั่นเองเป็นผู้ใส่ชีวิตจิตใจให้แก่กิจการ บ้านเมือง และประเทศชาติ ถ้าอายุของคนสั้น อายุของกิจการ บ้านเมือง ประเทศชาติก็สั้น ถ้าจิตใจของคนผ่องใสเป็นสุข จิตใจของกิจการ บ้านเมือง ประเทศชาติก็ผ่องใสเป็นสุข

 

ความขาดพรในใจ จึงหมายถึงขาดความปรารถนาดีต่อกัน ขาดความซื่อสัตย์ ความข่มใจ ความอดทน ความเสียสละ และความเคารพนับถือกัน ความขาดพรในใจต่อกันจึงเป็นเหตุทำลายอายุ วรรณะ สุขะ พละ ไม่เฉพาะแต่ของคน แต่รวมไปถึงทำลายอายุ วรรณะ สุขะ พละ ของกิจการ บ้านเมือง และประเทศชาติด้วย

 

ในวาระดิถีขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2556 จึงขออำนวยให้สาธุชนทั้งหลาย จึงมีพรและให้พรแก่กันและกัน เพื่อความเจริญด้วยอายุ วรรณะ สุขะ พละ ของสรรพชีวิต ตลอดถึงสรรพกิจการและชาติบ้านเมืองตลอดไป ขออำนวยพร."

 

ที่มา : สำนักข่าวไทย

 


 

                              

 

ที่มา : MCOT

 เรื่อง :พระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา พุทธศักราช 2555.. วันศุกร์ที่ ๐๗ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๕ เวลา ๒๒:๔๕ น. 
ธัมมะธัมโม
ลงทะเบียนเมื่อ: วันเสาร์ที่ ๒๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๓ เวลา ๒๒:๑๑ น.
: 96
ที่อยู่
หัวข้อ : ข่าวสารบ้านเมือง
เรื่อง : พระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา พุทธศักราช 2555

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จออกมหาสมาคม ณ สีหบัญชร พระที่นั่งอนันตสมาคม เมื่อวันพุธที่ 5 ธันวาคม พุทธศักราช 2555

 

630

 

เปล่งเสียงกึกก้องไปทั่วทั้งแผ่นดิน ทรงพระเจริญ

 

จากหัวใจพสกนิกร ที่เปี่ยมจงรักภักดี ทรงปลื้ม-คนไทย ปรารถนาดีต่อกัน

 

ประวัติศาสตร์ต้องจารึก คลื่นมหาชนเสื้อเหลืองนับแสนล้นทะลักลานพระบรมรูปทรงม้า  ร่วมถวายความจงรักภักดีพ่อของแผ่นดิน 85 พรรษา เสียง “ทรงพระเจริญ” ดังก้องปฐพี “ในหลวง” เสด็จออกมหาสมาคม ณ สีหบัญชร พระที่นั่งอนันตสมาคม รับสั่งเห็นพสกนิกรมีความปรารถนาดีต่อกันแล้วปลื้มใจและมีกำลังใจ  ทรงขอให้คนไทยมีความพร้อมเพรียง จะส่งผลให้ชาติอยู่รอดปลอดภัย นานาชาติส่งสาส์นถวายพระพร  สื่อต่างชาติประโคมข่าววันมหามงคลกระหึ่ม ไปทั่วโลก   อึ้งคนไทยทั้งแผ่นดินรักในหลวงสุดชีวิต



432235_407153439355668_1145630689_nมวลมหาประชาชนนับแสนคนจากทั่วทุกสารทิศ พร้อมใจกันสวมเสื้อเหลือง หลั่งไหลมาด้วยความจงรักภักดี เพื่อเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทฯ ชื่นชมพระบารมี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในการเสด็จออกมหาสมาคม ณ สีหบัญชร พระที่นั่งอนันตสมาคม เนื่องในวโรกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 85 พรรษา 5 ธันวาคม 2555 ณ ลานพระราชวังดุสิต ส่งผลให้ลานพระบรมรูปทรงม้าคลาคล่ำไปด้วยฝูงชน ทุกตารางนิ้วแน่นขนัดไปด้วยผู้คนที่สวมเสื้อสีเหลือง ต่อเนื่องไปถึงถนนราชดำเนินนอก ถนนราชดำเนินกลางจดถนนราชดำเนินใน จนกลายเป็นถนนสีเหลืองอร่ามเรืองรอง นับเป็นหน้าประวัติศาสตร์สำคัญของประเทศไทย ซึ่งภาพแห่งความจงรักภักดีของคนไทยในครั้งนี้ ได้ปรากฏต่อสายตาคนทั่วโลกให้จดจำไม่มีวันลืม



ลานพระรูปคึกคักตั้งแต่เช้ามืด



บรรยากาศตั้งแต่ช่วงเช้ามืดของวันมหามงคล ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตั้งแต่เวลา 05.00 น. วันที่ 5 ธันวาคม บริเวณถนนพระราม 5 ตั้งแต่ แยกวัดเบญจมฯ ซึ่งเป็นจุดเดินเท้าเข้าสู่ลานพระบรมรูปทรงม้า มีประชาชนทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดหลายพันคน พากันสวมเสื้อสีเหลืองเดินถือพระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ธงชาติไทย และธงตราสัญลักษณ์ ภปร. หลั่งไหลเข้าไปยังลานพระบรมรูปทรงม้าด้วยสีหน้า แววตาสดชื่นแจ่มใส ท่ามกลางบรรยากาศสุดคึกคัก แม้จำนวนคนที่หนาแน่น ทำให้ต้องเดินเบียดเสียดกันเข้าไป แต่เป็นไปในลักษณะถ้อยทีถ้อยอาศัยซึ่งกันและกัน ไม่มีการกระทบกระทั่ง สีหน้าของทุกคนเต็มเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มแห่งความสุข เฝ้ารอเวลาในการเสด็จออกมหาสมาคมในเวลา 10.30 น.



อาทิตย์ทอแสงงามวันมหามงคล



18221_407153212689024_1353160293_nเวลา 06.40 น. ประชาชนหลายหมื่นคน เริ่มทยอยเข้าสู่ลานพระบรมรูปทรงม้า จนหนาแน่นแทบทุกตารางนิ้ว ระหว่างนั้นต่างพากันชี้ให้มองดูดวงอาทิตย์ขนาดใหญ่เส้นผ่าศูนย์กลางเกือบ 1 เมตร ที่โผล่ขึ้นสู่ท้องฟ้าข้างตึกใบหยกส่องแสงสีทองสุกปลั่งตัดกับเสื้อเหลืองของคลื่นมหาชน หลายคนนำกล้องขึ้นมาบันทึกภาพและวิพากษ์วิจารณ์ว่า เป็นนิมิตหมายที่ดีในวันมหามงคล ที่ได้เห็นดวงอาทิตย์ขนาดใหญ่ทอประกายสวยงามบนฟากฟ้า เคียงข้างตึกที่สูงที่สุดในเมืองไทย ขณะที่สภาพอากาศในเช้าวันนี้มีลมพัดเอื่อยๆ ไม่ร้อนอบอ้าว



ฝูงชนแน่นขนัดหน้าพระที่นั่งอนันตฯ



เวลา 07.00 น. ลานพระบรมรูปทรงม้าเนืองแน่นไปด้วยคลื่นมหาชนนับแสนคน จนล้นมาถึงหน้ากองทัพภาคที่ 1 ยาวต่อเนื่องสุดสายตาตลอดถนนราชดำเนินยาวไปถึงแยกผ่านฟ้า ทำให้คนอีกจำนวนมากที่ทยอยเดินเข้าสู่ลานพระบรมรูปทรงม้า ไม่สามารถเข้าสู่พื้นที่ด้านในได้ตามที่ตั้งใจ และพากันมาอออยู่บริเวณพื้นถนนหน้ากองบัญชาการตำรวจนครบาล ขณะที่ฝั่งวัดเบญจมบพิตรมีผู้คนหนาแน่นจนไม่สามารถเดินแทรกเข้าไปได้อีก ประชาชนจากต่างจังหวัดที่นัดกันมาเจอในพื้นที่นัดหมาย ต่างเข้าไปหากันไม่ได้ ต้องโทรศัพท์แจ้งญาติพี่น้องว่า ขอแยกนั่งรอดูภาพจากจอโทรทัศน์วงจรปิดขนาดใหญ่ ที่ติดตั้งอยู่รายรอบลานพระบรมรูปทรงม้าแทน กระทั่งเวลา 09.10 น. พิธีกรบนเวทีในลานพระบรมรูปทรงม้า ได้รายงานยอดจำนวนคนที่มาร่วมในพระราชพิธีว่า มีมากกว่า 2 แสนคนแล้ว



สุขใจที่ได้เฝ้าในหลวงใกล้ชิด



6-p1-b_1นางสุกัญญา สิงห์โตทอง อายุ 56 ปี ชาวจังหวัดชลบุรี บอกเล่าถึงความรู้สึกว่า เดินทางมาที่ลานพระบรมรูปทรงม้าพร้อมกับลูก 3 คน ตั้งแต่ช่วงบ่ายวันที่ 4 ธ.ค. เพราะอยากเห็นในหลวงแบบใกล้ที่สุดและกลัวคนแน่นมาก แม้จะรีบเดินทางมาก่อน แต่กลับพบว่ามีคนจำนวนมากมารออยู่ก่อนหน้าแล้ว ถึงจะลำบากที่ต้องนอนรอบนพื้นถนน อาศัยน้ำจากขวดน้ำดื่มล้างหน้า ไม่ได้อาบน้ำ แต่ก็มีความสุขเมื่อได้เป็นส่วนหนึ่ง ในการแสดงความจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ที่ทรงเป็นที่รักและเทิดทูนของคนไทย พระองค์ทรงงานเพื่อพสกนิกรมายาวนาน ทรงสละความสุขความสบาย เสด็จฯ ไปในทุกถิ่นทุรกันดารเพื่อให้ประชาชนมีความเป็นอยู่ดีขึ้น แม้ทุกวันนี้จะทรงมีพระชนมายุมากแล้วแต่ก็ยังทรงงานอยู่



ขอคนไทยรักกันแบบนี้ตลอดไป



เช่นเดียวกับนายสมชาย ยางมณี อายุ 62 ปี ที่เดินทางมาจากจังหวัดเพชรบุรีตั้งแต่เช้าตรู่ มารอเฝ้าฯรับเสด็จ อยู่หน้ากองทัพภาคที่ 1 บอกว่า อยากเข้าไปเห็นในหลวงใกล้ๆ แต่เข้าไปไม่ได้ เพราะคนแน่นมากจนเดินแทรกเข้าไปในลานพระบรมรูปทรงม้าไม่ได้ ต้องดูภาพเหตุการณ์ครั้งสำคัญนี้จากทีวีวงจรปิดแทน แต่ก็ดีใจที่ได้สวมเสื้อเหลือง มารอเฝ้าฯรับเสด็จร่วมกับคนอื่นๆ จำนวนคนที่แน่นลานพระบรมรูปล้นออกไปบนถนนจนมองสุดสายตาเป็นการแสดงให้เห็นว่า ประชาชนรักและเทิดทูนในหลวงมากขนาดไหน แม้จะเบียดกัน แต่ทุกคนต่างมีน้ำใจไม่มีใครต่อว่ากัน มีแต่เพียงขอร้องให้คนที่อยู่ด้านหน้าอย่าบังจอทีวีเท่านั้น และอยากให้คนไทยมีความสามัคคี มีน้ำหนึ่งใจเดียวกันแบบนี้ตลอดไปเพื่อถวายในหลวง



ญี่ปุ่นน้ำตาไหลซึ้งคนไทยรักในหลวง



ขณะที่ชาวต่างชาติก็ยังมาร่วมสร้างประวัติศาสตร์ ครั้งนี้ โดยนายมาซาอิโตะ โยชิดะ อายุ 31 ปี ชาวญี่ปุ่น นักเดินเท้าท่องเที่ยวรอบโลกกว่า 20 ประเทศ เริ่มเดินมาตั้งแต่ปี 2551 และอยู่เมืองไทยรอทำวีซ่าเดินทางต่อไปประเทศเวียดนาม หนึ่งในกลุ่มคนที่มาเฝ้าฯรับเสด็จ กล่าวว่า ทราบเรื่องราวคนไทยมีความจงรักภักดีต่อในหลวงมาก วันนี้มีโอกาสเดินทางผ่านมาเมืองไทย จึงตัดสินใจชะลอการเดินทางออกไป 1-2 วันก่อน เพื่อรอชมความประทับใจในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 5 ธันวาคม 2555 เมื่อเห็นกับตาถึงกับน้ำตาไหลด้วยความประทับใจ เพราะไม่เคยเห็นประชาชนไทยออกมาพร้อมใจสวมเสื้อสีเหลือง แสดงความจงรักภักดีมากมายขนาดนี้



ตะลึง! คลื่นมหาชนมืดฟ้ามัวดิน



533547_407154086022270_1243842732_nขณะที่บรรยากาศบริเวณถนนราชดำเนินนอกตั้งแต่แยกมิสกวันไปจนถึงแยก จปร. มีประชาชนสวมเสื้อเหลืองนับแสนทยอยกันเข้ามาจับจองพื้นที่เฝ้าฯรับเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงเช้ามืดจนเต็มพื้นที่ ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องเปิดพื้นที่ถนนพิษณุโลก หน้าทำเนียบรัฐบาลให้เป็นพื้นที่เฝ้าฯรับเสด็จเพิ่มเติม แต่ก็ยังไม่เพียงพอล้นทะลักไปจนข้ามสะพานชมัยมรุเชฐ ทั้งนี้ ศูนย์วิทยุกองบัญชาการตำรวจสันติบาลรายงานว่า มีประชาชนมาเฝ้าฯรอรับเสด็จตั้งแต่บริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า ไปตลอดถนนราชดำเนินนอกจนถึงแยก จปร. มีจำนวนไม่ต่ำกว่า 200,000 คน



ทหารกองเกียรติยศสวนสนามงามสง่า



เวลาประมาณ 09.10 น. เสียงพลุสัญญาณการเคลื่อนพลสวนสนามของเหล่าทหารกองเกียรติยศ ดังกึกก้องขึ้น โดยทหารกองทหารเกียรติยศผสม 3 เหล่าทัพ ที่ตั้งแถวอยู่ในบริเวณสวนอัมพร ประกอบด้วยทหารรักษาพระองค์ 4 กรม 12 กองพัน และอีก 1 กองพันทหารม้า รวมเป็น 13 กองพัน จำนวนกว่า 2,000 นาย นำโดย พล.ต.วราห์ บุญญสิทธิ ผู้บังคับการกองพลที่ 1 รักษาพระองค์ เริ่มเดินสวนสนามจากบริเวณสวนอัมพร ผ่านลานพระบรมรูปทรงม้า เข้าสู่พระที่นั่งอนันตสมาคม ทางประตูฝั่งทิศใต้ วงดุริยางค์บรรเลงเพลงมาร์ชกองพลที่ 1 รักษาพระองค์ ทั้งนี้ ทหารกองเกียรติยศทั้งหมดได้สวนสนามเข้าสู่ลานหน้าพระที่นั่งอนันตสมาคม เพื่อตั้งแถวเตรียมรอการถวายสัตย์ปฏิญาณตน ถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของเหล่าทหารรักษาพระองค์ ที่จะได้สวนสนามเข้าถวายสัตย์ต่อหน้าพระพักตร์ของพระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในพระที่นั่งอนันตสมาคม ทั้งนี้ระหว่างการสวนสนาม ความสง่างามของทหารกอง เกียรติยศรักษาพระองค์ ได้สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับประชาชนที่มาร่วมงานเป็นอย่างมาก



เหลืองอร่ามสะพรั่งลานพระรูป



302709_407154096022269_1707652235_nจากนั้นบรรยากาศภายในลานพระบรมรูปทรงม้าเริ่มคึกคักขึ้น  เมื่อโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย  เริ่มเชื่อมต่อสัญญาณการถ่ายทอดสด ภาพบรรยากาศสดๆในลานพระบรมรูปทรงม้าขึ้นสู่จอแอลซีดีขนาดยักษ์กว่า 20 จอที่ติดตั้งทั่วบริเวณ จนถึงถนนราชดำเนินนอก เพื่อให้ผู้ที่เดินทางมาปักหลักเฝ้ารอรับเสด็จ ต่างได้รับชมบรรยากาศสดๆพร้อมเพรียงกัน พลันที่ภาพปรากฏขึ้นบนจอ เป็นภาพมุมสูงที่เห็นถึงคลื่นมหาชนเป็นสีเหลืองแน่นเต็มพื้นที่ ตั้งแต่ลานพระราชวังดุสิตยาวไปจดถนนราชดำเนินนอก เรียกเสียงฮือฮาจากผู้ที่มาร่วมเฝ้ารอรับเสด็จดังก้องทั่วบริเวณ จากนั้นเหล่าพสกนิกรได้ร่วมกันโบกธงทิว พร้อมเปล่งเสียงถวายพระพรทรงพระเจริญรับกันเป็นทอดๆ ด้วยความปลื้มใจที่เห็นความจงรักภักดีของพสกนิกรชาวไทยมาเฝ้ารับเสด็จกันอย่างล้นหลาม



พสกนิกรเฝ้ารอแน่นศิริราช



อีกด้านที่โรงพยาบาลศิริราช ตั้งแต่ช่วงเช้าตรู่วันที่ 5 ธ.ค. พสกนิกรที่สวมเสื้อเหลืองต่างเข้ามาจับจองพื้นที่ตั้งแต่บริเวณ 2 ข้างทางที่รถขบวนพระที่นั่งของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระบรมวงศานุวงศ์เสด็จฯผ่าน โดยเฉพาะบริเวณ 2 ข้างทางถนนพรานนก หน้าโรงพยาบาลศิริราช คลาคล่ำไปด้วยผู้คนจำนวนมากที่สวมเสื้อสีเหลืองเฝ้ารอรับเสด็จกันอย่างไม่ย่อท้อท่ามกลางแดดเปรี้ยง ส่วนที่บริเวณห้องโถงชั้นล่าง อาคารเฉลิมพระเกียรติ ซึ่งเป็นอาคารที่ประทับของพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว มีประชาชนเข้ามาจับจองพื้นที่เฝ้ารอรับเสด็จกันอย่างแน่นขนัด เช่นเดียวกับบริเวณ 2 ข้างทางด้านตึกอนันตราช ภาควิชากายวิภาคศาสตร์ หอประชุมราชแพทยาลัย ถนนบวรสถานพิมุข จนกระทั่งตลอดท่าเรือวังหลัง และทั้ง 2 ฝั่งถนนพรานนก มีประชาชนเข้ามาจับจองพื้นที่อย่างแน่นขนัด เพื่อจะได้ชื่นชมพระบารมีในหลวงอย่างใกล้ชิด

 


ในหลวง-พระบรมวงศานุวงศ์เสด็จฯ



ต่อมาเวลา 09.55 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้า อยู่หัว สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราช กุมาร สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราช กุมารี สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ  เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายา พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ พระเจ้าหลานเธอ  พระองค์เจ้าทีปังกรรัศมีโชติ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริภา จุฑาภรณ์ และพระเจ้าหลานเธอ  พระองค์เจ้าอทิตยา ทรกิติคุณ เสด็จฯลงจากอาคารที่ประทับชั้น 16 อาคารเฉลิมพระเกียรติ โรงพยาบาลศิริราช




“ทรงพระเจริญ” ก้องโรงพยาบาล



พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯโดยรถเข็นพระที่นั่ง โดยมี ศ.คลินิก นพ.ประดิษฐ์ ปัญจวีณิน ผอ.โรงพยาบาลศิริราชปิยะมหาราชการุณย์ เป็นผู้ถวายการเข็น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงฉลองพระองค์ชุดขาวประดับเครื่องราชอิสริยาภรณ์มหาจักรีบรมราชวงศ์ทรงมีพระพักตร์ที่แจ่มใส ทรงแย้มพระสรวลและทอดพระเนตรบรรดาพสกนิกร ที่มาเฝ้ารับเสด็จฯอย่างทั่วถึง ขณะที่พสกนิกรที่เฝ้ารอรับเสด็จฯอย่างเนืองแน่นต่างพากันเปล่งเสียง “ทรงพระเจริญ” ดังกึกก้องไปทั่วบริเวณ พร้อมกับโบกธงไตรรงค์ และธงตราสัญลักษณ์ “ภปร.” แทบทุกคนต่างหลั่งน้ำตาออกมา เพราะเก็บกลั้นความรู้สึกตื้นตันไว้เอาไว้ไม่ได้ เมื่อได้เห็นพระพักตร์ของในหลวง ขณะที่ 2 มือยังชูพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในพระอิริยาบถต่างๆไว้เหนือศีรษะ ด้วยความเทิดทูนอย่างสูงสุด



จากนั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระบรมวงศานุวงศ์ เสด็จฯโดยรถยนต์พระที่นั่งจากโรงพยาบาลศิริราชไปยังพระที่นั่งอนันตสมาคม เนื่องในพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา พุทธศักราช 2555 วันที่ 5 ธ.ค. เสด็จออกมหาสมาคม รับการถวายพระพรชัยมงคล ณ สีหบัญชร พระที่นั่งอนันตสมาคม พระราชวังดุสิต



เคลื่อนขบวนช้าๆ ให้รับเสด็จใกล้ชิด



1252_407154369355575_640629641_nสำหรับเส้นทางเสด็จพระราชดำเนิน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่เคลื่อนออกจากโรงพยาบาลศิริราช ใช้เส้นทางจากโรงพยาบาลศิริราช ถนนอรุณอัมรินทร์ ขึ้นสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า เข้าสู่ถนนราชดำเนินกลาง ผ่านแยกสะพานผ่านฟ้า จากนั้นตรงเข้าสู่ถนนนครสวรรค์ เลี้ยวซ้ายบริเวณแยกนางเลิ้ง เข้าสู่ถนนพิษณุโลก ขบวนเสด็จฯจะเลี้ยวขวาที่แยกพาณิชยการ ถนนพระราม 5 ผ่านแยกวัดเบญฯ ถึงแยกราชวิถี เลี้ยวซ้ายถนนราชวิถี เคลื่อนขบวนมาถึงแยกอู่ทองใน จากนั้นขบวนเสด็จฯเลี้ยวซ้ายเข้าถนนอู่ทองใน เข้าสู่พระที่นั่งอนันตสมาคมทางประตูทวยเทพสโมสร โดยขบวนเสด็จพระราชดำเนินพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวใช้ความเร็วเพียง 30 กิโลเมตร/ชั่วโมง ให้ประชาชนที่เฝ้ารับเสด็จฯ ตลอดเส้นทางได้ชื่นชมพระบารมีอย่างใกล้ชิด



ภาพแห่งความจงรักภักดีแพร่ทั่วโลก



กระทั่งเวลา 10.25 น. ขบวนรถยนต์พระที่นั่ง เคลื่อนถึงยังพระที่นั่งอนันตสมาคม ท่ามกลางความปลาบปลื้มปีติยินดี ของบรรดาพสกนิกรที่มาปักหลักเฝ้ารอรับเสด็จฯกันแบบข้ามวันข้ามคืน โดยทุกคนที่อยู่ในลานพระบรมรูปทรงม้า รวมถึงบริเวณถนนราชดำเนินนอก ต่างพร้อมใจเปล่งเสียถวายพระพรทรงพระเจริญ ดังกังวานกึกก้องไปทั่วเป็นเวลายาวนาน พร้อมกันนี้ยังได้ร่วมกันโบกธงชาติ ธงสัญลักษณ์ภปร. ไว้ที่เหนือหัว โดยภาพธงทิวนับแสนคนที่โบกพลิ้วไหว ทำให้เกิดเป็นงดงามดุจคลื่นสีเหลือง กลางลานพระบรมรูปทรงม้า ทั้งนี้ ภาพความงดงามดังกล่าว ได้ถูกถ่ายทอดผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย ออกสู่สายตาชาวไทยและชาวโลก



น้ำตาแห่งความปีตินองหน้า



ทั้งนี้ ตลอดเส้นทางเสด็จฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เหล่าพสกนิกรที่มาเฝ้ารับสด็จฯทั้ง2 ฟากฝั่ง ได้พร้อมใจเปล่งเสียงถวายพระพรทรงพระเจริญ พร้อมโบกธงทิวรับกันเป็นทอดๆ ยาวตลอดเส้นทางเสด็จฯจาก รพ.ศิริราชถึงลานพระที่นั่งอนันตสมาคม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทอดพระเนตรพสกนิกร ที่มาเฝ้ารอรับเสด็จฯ พร้อมกันนี้ยังทรงโบกพระหัตถ์และแย้มพระสรวลให้กับพสกนิกร หลายคนที่ได้เห็นภาพดังกล่าว ถึงกับร่ำไห้น้ำตาไหลอาบใบหน้า ด้วยความปลาบปลื้มปีติ ที่ต่างได้เห็นพ่อหลวงทรงมีพระพลานามัยที่สมบูรณ์แข็งแรง

 


ทรงฉลองพระองค์ครุยราชภูษิตาภรณ์



เมื่อรถยนต์พระที่นั่งของพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว เข้าสู่ประตูฝั่งทิศใต้ของพระที่นั่งอนันตสมาคม เข้าเทียบยังอัฒจันทร์ฝั่งมุขตะวันออกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แขกผู้มีเกียรติที่ประกอบไปด้วยเหล่าคณะทูตานุทูต และข้าราชการระดับสูง คณะรัฐมนตรี องคมนตรี ตลอดจนพระบรมวงศานุวงศ์ และเชื้อพระวงศ์ ที่มาร่วมพระราชพิธีมหาสมาคม ตลอดจนทหารกองเกียรติยศทั้ง 3 เหล่าทัพ ที่รับเสด็จฯอยู่บริเวณลานหน้าพระที่นั่งอนันตสมาคม พร้อมใจถวายความเคารพ แตรวงบรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี เสร็จแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระบรมวงศานุวงศ์ เสด็จโดยลิฟต์ขึ้นสู่ชั้น 2 ของพระที่นั่งอนันตสมาคม เพื่อทรงฉลองพระองค์ครุยราชภูษิตาภรณ์ ระหว่างนั้น  สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จลงจากพระที่นั่งอนันตสมาคม ทางบันไดมุขด้านฝั่งทิศใต้ เพื่อทรงประทับที่หน้าแท่นสีหบัญชร พร้อมสำหรับการเฝ้าทูลละออง ธุลีพระบาท และประกอบพิธีมหาสมาคม ท่ามกลางสายตาประชาชนนับแสนที่จับจ้องอยู่ที่บริเวณสีหบัญชรอย่างใจจดใจจ่อ



ประทับพระราชอาสน์สีหบัญชร



จนถึงเวลา 10.40 น. ซึ่งเป็นเวลาสำคัญที่ชาวไทยทั้งประเทศรอคอย พระบาทสมเด็จพระเจ้า อยู่หัว เสด็จยังท้องพระโรงพระที่นั่งอนันตสมาคม ประทับบนพระแท่นที่ประทับ เมื่อเจ้าพนักงานรัวกรับ พระวิสูตรบนสีหบัญชรเปิดขึ้น พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว ทรงฉลองพระองค์ครุยราชภูษิตาภรณ์ ประทับบนราชอาสน์ ชาวพนักงานประโคม ผู้บังคับกองผสมสั่งหน้าตรง วันทยาวุธ ทหารกองเกียรติยศ 3 เหล่าทัพ ถวายความเคารพ แตรวงบรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี ทหาร 3 เหล่าทัพ ตำรวจ ยิงปืนใหญ่เฉลิมพระเกียรติฝ่ายละ 20 นัด ระหว่างนั้นเหล่าพสกนิกรพร้อมใจกันเปล่งเสียงถวายพระพร ทรงพระเจริญเสียงดังกึกก้อง

 


พระบรมฯถวายพระพรชัยมงคล



537531_407154186022260_2119011794_nจากนั้น สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยาม มกุฎราชกุมาร ทรงกราบบังคมทูลพระกรุณาถวาย พระพรชัยมงคล แทนพระบรมวงศานุวงศ์ ความว่า ขอเดชะ ฝ่าละอองธุลีพระบาท ปกเกล้าปกกระหม่อม บัดนี้ ลุอุดมมงคลสมัย เฉลิมพระชนมพรรษาอีกวาระหนึ่ง ข้าพระพุทธเจ้า เหล่าพระบรมวงศานุวงศ์ มีความปีติปราโมทย์พ้นประมาณ ที่ได้มาเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ร่วมกับบรรดาข้าราชการและประชาชน จากทุกถิ่นฐานทั่วราชอาณาจักร ซึ่งพร้อมใจกันมาชุมนุมในมหาสมาคมอันใหญ่ยิ่งนี้ เพื่อถวาย พระพรชัยมงคล ข้าพระพุทธเจ้าทั้งปวง เป็นผู้มีโชควาสนาที่เกิดมาในแผ่นดินไทย ภายใต้พระบุญญาบารมี จึงได้รับพระมหากรุณาชุบเลี้ยงให้มีความสุข ความเจริญ และมีเกียรติยศเป็นที่เชิดชู ตามฐานานุศักดิ์ อีกทั้งได้มีโอกาสเฝ้าฯ สังเกตศึกษาพระราชจริยา โดยประจักษ์แก่ตาแก่ใจอยู่ตลอดเวลา ทำให้เกิดศรัทธาเชื่อมั่นด้วยเห็นแท้แน่แก่ใจว่า พระราชกิจน้อยใหญ่ที่ทรงพระราชอุตสาหะปฏิบัติบำเพ็ญด้วยพระวิริยะและพระขันติธรรมอย่างยิ่งยวดนั้น ล้วนเป็นไปเพื่อประโยชน์ คือความผาสุกร่มเย็นของอาณาประชาราษฎร์ และความมั่นคงปลอดภัยของประเทศชาติทั้งสิ้น



พระบารมีซึ่งแผ่ปกเกล้าปกกระหม่อมอยู่ทุกเช้าค่ำนี้ ข้าพระพุทธเจ้าทั้งปวง ต่างสำนึกรู้อยู่ทุกเวลา ด้วยกตัญญูกตเวทิตาจิต ในมหามงคลสมัยพิเศษนี้ จึงมีสมานฉันท์พร้อมใจกันถวายสัตย์ปฏิญาณ ว่าจะตั้งตัวตั้งใจมั่นอยู่ในธรรมสุจริต และในความ จงรักภักดี จะมุ่งมั่นประพฤติตัวปฏิบัติงานตามภาวะฐานะและหน้าที่ของตนให้สำเร็จผลเป็นประโยชน์แก่ประเทศชาติและประชาชน สืบสานพระราชปณิธานแห่งใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท โดยเต็มกำลังสติปัญญา ความสามารถ เพื่อสนองพระมหากรุณาธิคุณ กับทั้งขอพระราชทานถวายพระพรชัยมงคล



ขออานุภาพแห่งคุณพระศรีรัตนตรัย และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ กับทั้งพระบรมเดชานุภาพแห่งสมเด็จพระมหากษัตริย์ในอดีตทุกพระองค์ จงพร้อมกันอภิบาลรักษาใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท ให้ทรงสมบูรณ์ด้วยพระพลานามัย มีพระราชหฤทัยผ่องแผ้วเบิกบาน ปลอดพ้นจากเรื่องรบกวนกังวล ทรงพระเจริญพระชนม์สุข สิริสวัสดิ์ เป็นร่มฉัตร ร่มโพธิ์ ร่มไทร ของปวงข้าพระพุทธเจ้า และประชาชนชาวไทยยั่งยืนไปตลอดกาลนาน



ให้ทรงสถิตเป็นธงชัยของชาติ



จากนั้น น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กราบบังคมทูลพระกรุณาถวายพระพรชัยมงคล แทนคณะรัฐมนตรี ข้าราชการ ทหาร ตำรวจ พลเรือนและราษฎรทุกหมู่เหล่า ความว่า ในนามของคณะรัฐมนตรี ข้าราชการและประชาชนชาวไทยทุกหมู่เหล่า ที่มาชุมนุมพร้อมกันในมหาสมาคมแห่งนี้ รู้สึกสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นหาที่สุดมิได้ ที่ทรง พระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้ข้าพระพุทธเจ้าทั้งปวงเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท เพื่อน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายพระพรชัยมงคล ด้วยน้ำใจที่เปี่ยมไปด้วยความจงรักภักดี ตลอดระยะเวลาอันยาวนาน ภายใต้ร่มพระบารมี ในใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทประชาชนชาวไทยทั้งหมดทั้งสิ้น ล้วนประจักษ์ชัดแจ้งว่า ความสุข ความสงบร่มเย็นและความเจริญก้าวหน้าสารพัดในประเทศนี้ เป็นผลมาจากพระราชวิริยะ อุตสาหะ และพระมหากรุณาธิคุณในใต้ฝ่าละออง ธุลีพระบาท ที่ทรงปฏิบัติบำเพ็ญมาต่อเนื่องยาวนานโดยแท้ พระเดช พระคุณที่ทรงบริบาลรักษา ตลอดจนพระบารมีที่ปกแผ่คุ้มเกล้าเหล่าปวงประชาเกินกว่าถ้อยคำที่ปวงข้าพระพุทธเจ้าจะพรรณนาได้ครบถ้วน ณ มหามงคลโอกาสแห่งวันเฉลิมพระชนมพรรษา 5 ธันวาคม พุทธศักราช 2555 ข้าพระพุทธเจ้า ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตอัญเชิญอำนาจแห่งคุณพระรัตนตรัย พระเดชานุภาพของสมเด็จพระมหากษัตริย์ในอดีต กับทั้งอำนาจสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในสากลจงเป็นผลดลบันดาล ให้ใต้ฝ่าละออง ธุลีพระบาท ทรงพระเจริญเกษมสุข มีพระกมลปรารถนาสิ่งใดจงสัมฤทธิ์ ทรงสถิตเป็นธงชัยของชาติและประชาชนตลอดกาลนาน ดั่งใจปรารถนาของปวงข้าพระพุทธเจ้าทั้งปวง ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ



สถาบันหลักร่วมถวายพระพรชัยมงคล



ภายหลังนายกรัฐมนตรีกล่าวถวายพระพร ชัยมงคลแล้ว นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา กราบบังคมทูลพระกรุณาถวายพระพรชัยมงคล แทนสมาชิกรัฐสภา ตามด้วยนายไพโรจน์ วายุภาพ ประธานศาลฎีกา กราบบังคมทูลพระกรุณาถวายพระพร ชัยมงคลแทนข้าราชการตุลาการ จากนั้น พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร ผบ.ทหารสูงสุด กราบบังคมทูลพระกรุณา กล่าวนำทหารรักษาพระองค์ ถวายสัตย์ปฏิญาณตน เมื่อกล่าวเสร็จ ผู้บังคับการกองผสมสั่ง หน้าตรง วันทยาวุธ ทหารกองเกียรติยศ 3 เหล่าทัพ ถวายความเคารพ แตรวงบรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี



ทรงปลื้มคนไทยปรารถนาดีต่อกัน



พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระดำรัส ต่อพสกนิกรและผู้ที่มาเข้าเฝ้า ใจความว่าคำอวยพรและคำปฏิญาณ สัญญา ที่ทุกท่านได้กล่าวนั้น เป็นที่ประทับใจมาก ขอขอบใจและขอบใจท่านทั้งหลาย ตลอดจนประชาชนชาวไทยทุกคน ที่พรั่งพร้อมกันมาด้วยความปรารถนาดีและไมตรีจิต ความปรารถนาดี และความพร้อมเพรียงกันของทุกท่าน อย่างที่ได้เห็นในวันนี้ ทำให้ข้าพเจ้าปลื้มใจ มีกำลังใจมากขึ้น ด้วยความเชื่อเสมอว่าความเมตตาปรารถนาดีของท่านต่อกันนี้ เป็นปัจจัยอย่างสำคัญที่จะทำให้ความพร้อมเพรียงให้เกิดขึ้น ดีขึ้น ทั้งในหมู่คณะ และในชาติบ้านเมือง และถ้าคนไทยเรายังมีคุณธรรมข้อนี้ประจำอยู่ในจิตใจ ก็จะมีความหวังได้ว่า บ้านเมืองไทยไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ใดๆ ก็จะอยู่รอดปลอดภัยและดำรงมั่นคงต่อไป ได้ตลอดรอดฝั่งอย่างแน่นอน ขออำนาจแห่งคุณพระรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ จงคุ้มครอง รักษาท่านและชาติไทย ให้มีแต่ความผาสุก ร่มเย็น ยั่งยืนไป



สรรเสริญพระบารมีกึกก้อง



420747-01หลังเสร็จสิ้นพระราชดำรัส เหล่าพสกนิกรทั่วลานพระบรมรูปทรงม้าและถนนราชดำเนินกลาง พร้อมใจกล่าวถวายพระพรคำว่า ทรงพระเจริญยาวนานดังกึกก้องกว่า 5 นาที นอกจากนี้ ยังได้พร้อมใจกันร่วมร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี เพื่อถวายแด่องค์ราชันที่ทรงเป็นมิ่งขวัญคนไทย ทั้งนี้ ระหว่างที่ประทับอยู่บนพระราชอาสน์ โดยมีสมเด็จพระ บรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร สมเด็จพระเทพ รัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี สมเด็จพระเจ้า ลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายา พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชา ทินัดดามาตุ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าทีปังกร รัศมีโชติ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์ และพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าอทิตยาทรกิติคุณประทับยืนอยู่ข้างพระราชอาสน์พระบาทสมเด็จพระเจ้า อยู่หัว ได้ทอดพระเนตรพสกนิกร จากบนสีหบัญชร ด้วยพระเนตรที่เปี่ยมไปด้วยความเมตตาอาทร หลายคนที่เห็นภาพดังกล่าวถึงกับกลั้นน้ำตาแห่งความปีติยินดีไว้ไม่อยู่และพากันร่ำไห้โฮ  จากนั้นได้เวลาอันเหมาะสม เจ้าพนักงานรัวกรับ เลื่อนพระแท่นที่ประทับเข้าสู่ท้องพระโรง เจ้าพนักงานปิดพระวิสูตร



เสียง “เรารักในหลวง” ดังกระหึ่ม



ภายหลังเสร็จสิ้นพระราชพิธี พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว และพระบรมวงศานุวงศ์ เสด็จลงสู่ด้านล่างของพระที่นั่งอนันตสมาคม แต่เสียงถวายพระพรทรงพระเจริญยังคงดังกึกก้องอยู่อย่างต่อเนื่องและยาวนาน ประชาชนที่มาเฝ้ารับเสด็จที่ลานพระบรมรูปทรงม้า ได้พร้อมใจกันลุกขึ้นยืนเพื่อโบกธงถวายพระพรในหลวง ทั้งยังกล่าวคำว่าเรารักในหลวงขึ้นพร้อมเพรียงกันโดยไม่ได้นัดหมาย กระทั่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วยเหล่าพระบรมวงศานุวงศ์ เสด็จลงจากพระที่นั่งอนันตสมาคม และเสด็จฯกลับ แต่เสียงถวายพระพรก็ยังคงดังอยู่ด้วยความจงรักภักดีเป็นล้นพ้น



บันทึกภาพยนตร์เก็บเป็นประวัติศาสตร์



ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ในระหว่างที่พระราชพิธีมหาสมาคมกำลังดำเนินอยู่ ภาพของเหล่าพสกนิกรที่มาเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทกันอย่างล้นหลามนั้น ได้เป็นที่เผยแพร่จดจำและตราตรึงไปทั่วโลก  กองงานภาพยนตร์ส่วนพระองค์ สำนักพระราชวัง ซึ่งมีหน้าที่ในการบันทึกภาพยนตร์พระราชกรณียกิจต่างๆ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงได้นำกล้องภาพภาพยนตร์ขนาด 8 มม. มาเก็บภาพประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญนี้ไว้ เพื่อให้เป็นหลักฐานสำคัญของความ จงรักภักดีของพสกนิกรชาวไทย ไว้สืบทอดต่อกัน ชั่วลูกชั่วหลานด้วย



เสด็จฯกลับประทับ รพ.ศิริราช



เวลา 11.55 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์ เสด็จฯ ถึงที่ประทับชั้น 16 อาคารเฉลิมพระเกียรติ โรงพยาบาลศิริราช พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงฉลองพระองค์ชุดครุยภูษิตราภรณ์ ประทับอยู่บนรถเข็นพระที่นั่งโดยมี ศ.คลินิก นพ.ประดิษฐ์ ปัณจวีณิน เป็นผู้ถวายการเข็น เมื่อเสด็จฯ ผ่านพสกนิกรที่มารอเฝ้ารับเสด็จ จำนวนมาก พร้อมใจกันเปล่งเสียง “ทรงพระเจริญ” ตั้งแต่ประตูทางเข้าโรงพยาบาลศิริราช จนกระทั่งถึงอาคารเฉลิมพระเกียรติ ดังกึกก้องไปทั่วบริเวณ ก่อนที่จะเสด็จขึ้นยังที่ประทับชั้น 16 อาคารเฉลิมพระเกียรติ  ประชาชนที่อยู่ห้องโถงชั้นล่าง พร้อมใจกันร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี สดุดีมหาราชา ก่อนที่จะเปล่งเสียง “ทรงพระเจริญ” พร้อมกับนำพระบรม ฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ชูไว้เหนือหัวเพื่อแสดงความเคารพและเทิดทูนอย่างสูงสุด



สุดปลื้มใจได้เห็นในหลวง



นายปณิธาน เฟื่องโกศล อายุ 36 ปี ที่มาเฝ้าฯรับเสด็จที่โรงพยาบาลศิริราช กล่าวด้วยน้ำตาคลอเบ้าและน้ำเสียงสะอึกสะอื้นว่า ตั้งใจเดินทางมาจากบ้านที่ จ.สงขลา ถึงโรงพยาบาลศิริราช เวลา 22.00 น. วันที่ 4 ธ.ค. มารอรับเสด็จ เมื่อเห็นพระองค์ท่าน รู้สึกปลาบปลื้มมากจนไม่สามารถกลั้นน้ำตาได้ นับเป็นครั้งแรกในชีวิตที่ได้รับเสด็จอย่างใกล้ชิด ถือเป็นบุญอย่างสูงสุดในชีวิต เช่นเดียวกับนางถาวร พันธุ์ขะวงษ์ อายุ 75 ปี ชาว กทม. กล่าวทั้งน้ำตาแห่งความปลื้มปีติว่า แม้ว่าอายุจะมากแล้ว นับเป็นครั้งแรกในชีวิตที่ได้เฝ้าฯรอรับเสด็จในหลวง ตั้งใจมาจากบ้านตั้งแต่เวลา 21.00 น. คืนวันที่ 4 ธ.ค.เพราะกลัวจะไม่มีที่นั่งและไม่ได้เห็นหน้าในหลวง เมื่อได้เห็น รู้สึกปลาบปลื้มมาก จนไม่สามารถกลั้นน้ำตาไว้ได้ ไม่รู้ว่าในชีวิตนี้จะมีโอกาสรับเสด็จได้อีกหรือเปล่า



ศิริราชจัดงานเฉลิมพระเกียรติ



ส่วนที่ศาลาศิริราช 100 ปี โรงพยาบาลศิริราช ศ.คลินิก นพ.อุดม คชินทร คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นประธานการจัดงานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้า อยู่หัว เพื่อน้อมเกล้าฯถวายเป็นพระราชกุศลและแสดงความจงรักภักดีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา 5 ธันวาคม 2555 เริ่มด้วยพิธีถวายราชสดุดีเฉลิมพระเกียรติ พิธีถวายพระพรชัยมงคล และร่วมกันร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี และสดุดีมหาราชา นอกจากนี้พสกนิกรทุกหมู่เหล่าจำนวนมาก นำแจกันดอกไม้และพวงมาลัยรวมทั้งสิ่งของต่างๆมาถวายพระพรพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ ขอให้ทั้งสองพระองค์ทรงหายจากพระอาการประชวรและมีพระพลานามัยสมบูรณ์แข็งแรง มีพระชนมายุยิ่งยืนนาน



โปรดเกล้าฯแทนพระองค์รับถวายพระพร



ช่วงบ่าย ที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม พระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จฯแทนพระองค์ ไปทรงรับการถวายพระพรจากบรรพชิตจีน ญวน และพระราชทานพัดยศสมณศักดิ์แด่พระภิกษุ จากนั้นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จฯจากพระอุโบสถ ไปประทับรถยนต์พระที่นั่ง ที่ประตูเกยหลังวัดพระ ศรีรัตนศาสดาราม เทียบที่หน้าพระทวารเทเวศรรักษา เสด็จฯเข้าสู่พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย และทรง พระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้อาลักษณ์ สำนักอาลักษณ์และเครื่องราชอิสริยาภรณ์ สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี อ่านประกาศกระแสพระบรมราชโองการสถาปนา สมณศักดิ์ ชั้นรองสมเด็จพระราชาคณะ จากนั้น ทรงประเคนสัญญาบัตร พัดยศ แด่พระสงฆ์ ซึ่งได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ใหม่ อีกรอบตามลำดับ ระหว่างพระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ เสด็จฯขึ้นพระที่นั่งไพศาลทักษิณทางพระทวารเทวราชมเหศวร ทรงจุดธูปเทียนบูชาพระสยามเทวาธิราช แล้วเสด็จฯออกพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์จบแล้ว สมเด็จพระราชาคณะถวายอดิเรก เสด็จฯกลับ



ทั่วประเทศถวายสักการะ



526712_407154386022240_1546857280_nอีกด้านหนึ่งเมื่อเวลา 06.30 น. ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง มูลนิธิ 5 ธันวามหาราช จัดพิธี ทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ 286 รูป ถวายเป็นพระราช– กุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ต่อมาในช่วงเย็นมีการตั้งริ้วขบวนอัญเชิญพานพุ่มและเครื่องราชสักการะ โดยเหล่านักเรียน นักศึกษา จากสถาบันต่างๆ ตลอดจนผู้แทนหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน ขบวนเริ่มจากบริเวณถนนราชดำเนินกลาง เข้าสู่มณฑล พิธี ตัวแทนหน่วยงานต่างๆ ทหาร ตำรวจ ถวายพานพุ่ม สักการะต่อหน้าพระบรมสาทิสลักษณ์

 


ที่วัดบวรนิเวศวิหาร มีการจัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์ถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยพระ เทพสารเวที ปฏิบัติหน้าที่เลขานุการสมเด็จพระสังฆราช เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ และนายสนธยา คุณปลื้ม รมว.วัฒนธรรม เป็นประธานฝ่ายฆราวาส มีประชาชน องค์กร เครือข่ายทางพระพุทธศาสนา นักเรียน นักศึกษา เข้า ร่วมพิธีจำนวนมาก



ทศพิธราชธรรมครองใจไทยทั้งชาติ



ที่ลานหน้าองค์พระประธานพุทธมณฑล จ.นครปฐม มีการจัดงานปฏิบัติธรรมเฉลิมพระเกียรติ พระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยนายวิษณุ เครืองาม อดีต รองนายกรัฐมนตรี บรรยายพิเศษเรื่อง “พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว พระผู้ทรงทศพิธราชธรรม” ความตอน หนึ่งว่า การที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงสถิต อยู่ในดวงใจของชาวไทยทุกคน เพราะพระองค์ทรงยึดหลักทศพิธราชธรรมในการปกครองประชาชน มา ตั้งแต่ขึ้นครองราชย์ ทศพิธราชธรรม คือ คุณธรรมสำคัญ 10 ประการ ที่พระมหากษัตริย์ รวมไปถึงผู้ปกครองทุกระดับจำเป็นจะต้องมี เพราะในการเป็นผู้ที่ปกครองคนอื่น จะไม่มีสิ่งใดที่ทำให้ผู้ที่อยู่ภายใต้ การปกครองต้องเดือดร้อน เท่ากับการที่ผู้ปกครองขาดธรรมะ เพราะการมีอำนาจ จะต้องมีหลักธรรมะคอยกำกับด้วย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงตั้ง สัตยาธิษฐาน เมื่อครั้งขึ้นครองราชย์ว่า พระองค์จะ ทรงปฏิบัติตามหลักทศพิธราชธรรม และพระองค์ก็ทรงยึดปฏิบัติเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน

 

ทะเลเทียนสว่างไสวสนามหลวง



ช่วงเย็นวันเดียวกัน ประชาชนพากันอุ้มลูกจูงหลานเดินทางมาชมไฟประดับที่มีการตกแต่งอย่าง สวยสดงดงามตามสถานที่ราชการ บริเวณ 2 ฟากถนนราชดำเนิน ส่วนที่มณฑลพิธีท้องสนามหลวง พสกนิกรหลั่งไหลเข้าร่วมในพิธีจุดเทียนชัยถวายพระพร จนทำให้พื้นที่ท้องสนามหลวงอันกว้างใหญ่ไพศาลแน่นขนัดในพริบตา

 


กระทั่งเวลา 19.19 น. น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี พร้อมคู่สมรส เดินทางมายังมณฑลพิธีท้องสนามหลวง โดยมีคณะรัฐมนตรี ข้าราชการ ทหาร ตำรวจ ทุกเหล่าทัพ ตัวแทนภาคเอกชน และ องค์กรต่างๆ มาร่วมพิธีอย่างพร้อมเพรียง นายกรัฐมนตรี ได้ถวายเครื่องราชสักการะ เปิดกรวยกระทงดอกไม้ พร้อมกล่าวคำถวายราชสดุดีเฉลิมพระเกียรติ ถวาย พระพรชัยมงคลต่อหน้าพระบรมสาทิสลักษณ์ พระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จากนั้น นายกรัฐมนตรีเป็นตัวแทนพสกนิกรชาวไทยทั้งประเทศ นำจุดเทียนชัยถวายพระพร และร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี ต่อด้วยเพลงสดุดีมหาราชา ท่ามกลางเสียงทรงพระเจริญดังกึกก้อง ทั้งนี้ เมื่อแสงเทียนนับหมื่นเล่มจากมือของคลื่นมหาชนถูกจุดขึ้นพร้อมกัน ส่งผลให้บริเวณมณฑลพิธีท้องสนามหลวงงดงามตระการตาเจิดจ้าสว่างไสวไปด้วยแสงไฟ ระยิบระยับดุจดังทะเลเทียน ประชาชนต่างพากันไชโย โห่ร้องด้วยความปีติยินดีในวันแห่งความสุขครั้งนี้



ปล่อยโคมลอยนับพันลูกขึ้นฟ้า



ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า หลังพิธีจุดเทียนชัยถวายพระพรสิ้นสุดลง ท้องฟ้าเหนือมณฑลพิธีท้องสนามหลวง และถนนราชดำเนินกลาง สว่างไสวไปด้วยโคมลอยนับพันลูก ที่เหล่าพสกนิกรที่มาร่วมถวายพระพร จุดขึ้นสู่ฟากฟ้าฝั่งพระนคร แสดงให้เห็น ถึงความจงรักภักดี ที่มีต่อองค์ราชันผู้เปี่ยมล้นด้วยพระเมตตา นอกจากนี้ที่บริเวณมณฑลพิธีท้องสนามหลวง ยังมีการจัดแสดงดนตรี แข่งขันชกมวย โดยประชาชนจำนวนมาก ต่างเดินชม ไฟแสงสีที่ถูกประดับประดาอย่างสวยสดงดงาม เหนือยอดไม้ ถนนราชดำเนินกลาง ยาวไปจนจดลานพระบรมรูปทรงม้า หลายคนได้นำ กล้องมาบันทึกภาพความสวยงามครั้งนี้ เก็บไว้เป็นที่ระลึกด้วย

 


นำภาพออกมหาสมาคมขายเพียบ



380890_407154032688942_679808416_nก่อนหน้านี้ช่วงเย็นวันเดียวกัน ผู้สื่อข่าวไปสำรวจตลาดวังหลัง ใกล้โรงพยาบาลศิริราช พบว่า มีกลุ่มพ่อค้าหัวใสนำพระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระบรมวงศานุวงศ์ ขณะเสด็จฯ จากอาคารเฉลิมพระเกียรติไปยังพระที่นั่งอนันตสมาคม มาจำหน่ายในราคาขนาดโปสการ์ดแผ่นละ 10 บาท หากนำใส่กรอบจำหน่ายในราคาแผ่นละ 100 บาท ได้รับความสนใจจากประชาชนซื้อไปบูชา ส่วนที่บริเวณลานพระราชานุสาวรีย์ สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก มีประชาชนจำนวนมากทั้งที่เดินทางมาจากต่างจังหวัดและใน กทม. พร้อมใจกันเข้ามานั่งสวดมนต์ถวายเป็นพระราชกุศล จนกระทั่งเวลา 19.00 น. ประชาชนที่อยู่บริเวณลานดังกล่าวต่างพร้อมใจกันจุดเทียนชัยถวายพระพรแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมกับร้องเพลงสดุดีมหาราชา และเพลงสรรเสริญพระบารมี ก่อนที่ร่วมใจกันเปล่งเสียง “ทรงพระเจริญ” ดังกึกก้องไปทั่วทั้งโรงพยาบาล

 


สื่อต่างประเทศแพร่ภาพซึ้งใจทั่วโลก



ด้านสำนักข่าวต่างประเทศ เอเอฟพีและบีบีซี รายงานบรรยากาศพิธีเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ครบ 85 พรรษา โดยระบุว่าประชาชนชาวไทยประมาณ 200,000 คน เดินทางมาจากทุกสารทิศเพื่อตั้งขบวนรอรับเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมส่งเสียงแซ่ซ้อง “ทรงพระเจริญ” ตลอดเส้นทางที่พระองค์เสด็จพระราชดำเนินจากโรงพยาบาลศิริราชไปยังพระที่นั่งอนันตสมาคม พระราชวังดุสิต สื่อต่างชาติยังรายงานด้วยว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นกษัตริย์ที่ครองราชบัลลังก์ยาวนานที่สุดในโลก เป็นเวลากว่า 66 ปี ทั้งยังทรงเป็นที่รักและเคารพเทิดทูนของประชาชนจำนวนมหาศาล

 


นานาชาติส่งสาส์นถวายพระพร



ขณะเดียวกัน ประมุขของประเทศต่างๆได้ส่งสาส์นถวายพระพรพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยเว็บไซต์สถานทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย เผยแพร่คำถวายพระพรของนางฮิลลารี รอดดัมคลินตัน รมว.ต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุว่า ในนามของประธานาธิบดีบารัค โอบามา และประชาชนชาวสหรัฐอเมริกา ข้าพระพุทธเจ้าฯ ขอพระราชทานพระบรมราชวโรกาส ถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ครบ 85 พรรษา และขอแสดงความยินดีแก่ประชาชนชาวไทยเนื่องในโอกาสวันชาติไทย วันที่ 5 ธันวาคม ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศแห่งสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) ได้ออกแถลงการณ์ลงวันที่ 5 ธ.ค. ระบุว่าเชค คาลิฟะ บิน ซาเอ็ด อัล นาห์ยัน ประธานาธิบดีแห่งยูเออี พร้อมด้วย เชค โมฮัมเหม็ด บิน ราชิด อัลมัคทูม รองประธานาธิบดียูเออี และนายกรัฐมนตรีแห่งนครรัฐดูไบ ต่างพร้อมใจถวายพระพรแด่องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

 

ที่มา : ไทยรัฐออนไลน์ (เนื้อข่าว), Kapook.com (ภาพ)

 

 


 

            


ที่มาของวีดิโอคลิปนี้ : ดาวน์โหลดจากเว็บ BitTorrent คือ www.tang-mo.com กระทู้ของ คุณ Nadiaz

หมายเหตุ : สันนิษฐานว่าเป็นวีดิโอคลิปเดียวกันกับของ  คุณ dramabest2 ซึ่งเผยแพร่อยู่ที่ YouTube

 

ดาวน์โหลดวีดิโอคลิปนี้

 

 



 

ปลื้มปีตี "ในหลวง" เสด็จออก ณ สีหบัญชร เปล่งเสียง "ทรงพระเจริญ" กึกก้อง

 

170707

 

เมื่อเวลา 09.55 น. วันนี้ (  5 ธ.ค. )  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินลงจากที่ประทับชั้น 16 อาคารเฉลิมพระเกียรติ โรงพยาบาลศิริราช โดยรถเข็นพระที่นั่งพร้อมด้วย สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายาในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าทีปังกรรัศมีโชติ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์ และพระเจ้าหลานเธอพระองค์เจ้าอทิตยาทรกิติคุณ การนี้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ ศ.คลินิก นพ.ประดิษฐ์ ปัญจวีณิน ผอ.โรงพยาบาลศิริราชปิยมหาราชการุณย์ เป็นผู้ถวายการเข็นรถพระที่นั่ง พร้อม ศ.คลินิก นพ.อุดม คชินทร คณบดีแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล และคณะแพทย์พยาบาลตามเสด็จ

 

 

06ในการนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงอยู่ในฉลองพระองค์ขาวจักรี เสด็จพระราชดำเนินมหาสมาคม รับการถวายพระพรชัยมงคล ณ สีหบัญชร พระที่นั่งอนันตสมาคม พระราชวังดุสิต เนื่องในพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา พุทธศักราช 2555 วันที่ 5 ธันวาคม 2555 ในขณะเสด็จพระราชดำเนินพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระพักตร์ที่สดใส ทรงยิ้มให้แก่พสกนิกร ก่อนจะประทับรถตู้พระที่นั่ง ซึ่งติดกระจกใสเพื่อให้พสกนิกรได้ชมพระบารมีอย่างใกล้ชิด  และเสด็จฯ ออกจาก รพ.ศิริราช

 

 

ตลอดเส้นที่ขบวนรถยนต์พระที่นั่งเคลื่อนผ่านอย่างช้าๆเพื่อให้พสกนิกร ชื่นชมพระบารมีอย่างใกล้ชิด ประชาชนต่างกู่ร้อง ทรงพระเจริญดังกึกก้องทั่วทั้งโรงพยาบาลศิริราช พสกนิกรจำนวนมากเมื่อได้เห็นพระพักตร์ของพระองค์ท่าน น้ำตาแห่งความปลื้มปีติได้ไหลออกมาอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว ขณะที่ประชาชนต่างชูพระบรมฉายาลักษณ์ขึ้นเหนือหัวพร้อมโบกธงชาติและธงสี เหลือง ที่มีพระปรมาภิไธย “ภปร.”

 

 

07นอกจากนี้ระหว่างเสด็จประทับรถตู้พระที่นั่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงโบกพระหัตถ์ขวาให้กับประชาชนที่ต่างพร้อมใจกันสวมเสื้อสีเหลือง เพื่อมารอเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท รับเสด็จฯ อยู่ตามสองฟากฝั่งถนนทั้งในและด้านนอกของโรงพยาบาลศิริราช อย่างเนืองแน่น

 

 

ครั้นเมื่อรถยนต์พระที่นั่งเทียบอัฒจันทร์มุขตะวันออก พระที่นั่งอนันตสมาคม เสด็จขึ้นชั้น 2 โดยลิฟต์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงฉลองพระองค์เครื่องบรมราชภูษิตาภรณ์  ณ ห้องมุขด้านทิศใต้ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงฉลองพระองค์ครุย ณ ห้องมุขด้านทิศเหนือ เมื่อสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ฉลองพระองค์ครุยเสร็จแล้ว เสด็จลงจากพระที่นั่งอนันตสมาคมทางบันไดมุขด้านทิศใต้ไปทรงยืนเฝ้าที่พระ แท่นหน้าสีหบัญชร ถัดมาเป็นแถวของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี, นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา, นายไพโรจน์ วายุภาพ ประธานศาลฎีกา ตามลำดับ ด้านหลังเป็นแถวคณะรัฐมนตรี, คณะทูตานุทูต, สมาชิกรัฐสภา, ข้าราชการตุลาการ, ข้าราชการทหาร, พลเรือน,  ผู้แทนศาสนาอื่นๆ เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทตามตำแหน่งหน้าที่ บริเวณด้านหน้าพระที่นั่งอนันตสมาคม ตำรวจหลวง 8 นาย ยืนเฝ้าฯ รักษาการณ์และนายทหารราชองครักษ์ยืนเฝ้าฯ ส่วนพระที่พระลานพระราชวังดุสิต ทหารรักษาพระองค์ และราษฎรทุกหมู่เหล่า เฝ้าฯ ถวายพระพรชัยมงคล

 

08

 

จากนั้นเวลา 10.30 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จออกท้องพระโรง พระที่นั่งอนันตสมาคม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จออก ณ สีหบัญชร พระที่นั่งอนันตสมาคม พระบรมวงศานุวงศ์ทรงยืนเฝ้าฯ ด้านหลัง ภายในพระที่นั่งอนันตสมาคม ขณะนี้ เจ้าพนักงานรัวกรับและเปิดพระวิสูตร เลื่อนพระแท่นที่ประทับไปยังสีหบัญชร ชาวพนักงานกระทั่งมโหระทึก ประโคมแตรฝรั่ง ทหารกองเกียรติยศ 3 เหล่าทัพถวายความเคารพ แตรวงบรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี ทหารบก ทหารเรือ ทหารอากาศ และตำรวจ ยิงปืนใหญ่เฉลิมพระเกียรติ ฝ่ายละ 21 นัด ครั้นสุดเสียงประโคมแล้ว สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงเปิดกรวยกระทงดอกไม้ ธูปเทียนแพ แล้วกราบบังคมทูลพระกรุณาถวายพระพรชัยมงคล แทนพระบรมวงศานุวงศ์ จบแล้ว เสด็จพระราชดำเนินไปเฝ้าฯ ณ ท้องพระโรงหน้า พระที่นั่งอนันตสมาคม

 

 

ลำดับต่อมา นายกรัฐมนตรี, ประธานรัฐสภา และ ประธานศาลฎีกา เปิดกรวยกระทงดอกไม้ธูปเทียนแพ เพื่อเป็นตัวแทนคณะบุคคลจากหน่วยงานของภาครัฐและพสกนิกรไทยทุกหมู่เหล่า กราบบังคมทูลพระกรุณาถวายพระพรชัยมงคล จากนั้น พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร ผู้บัญชาการทหารสูงสุด กราบบังคมทูลพระกรุณาและกล่าวนำทหารรักษาพระองค์ถวายสัตย์ปฏิญาณ ทหารกองเกียรติยศ 3 เหล่าทัพถวายความเคารพ แตรวงบรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี ผู้เฝ้าฯ ในมหาสมาคม ถวายความเคารพพร้อมเพรียงกัน

 

10พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระราชดำรัส  หลังเสร็จสิ้นพระราชดำรัส  สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ตลอดจนพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ ทรงยืนเฝ้าฯ ด้านหลังพระราชอาสน์ กองทหารเกียรติยศสั่งหน้าตรงวันทยาวุธ เหล่าพสกนิกรทั่วหน้าพระลานพระบรมรูปทรงม้า ตลอดจนถนนราชดำเนินกลาง พร้อมใจกันถวายพระพร เปล่งเสียง “ทรงพระเจริญ” ดังกึกก้องยาวนานกว่า 5 นาที แล้วพร้อมใจกันร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี ทั้งนี้ระหว่างพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงประทับอยู่บนพระราชอาสน์ ได้ทรงทอดพระเนตรพสกนิกร ด้วยสายพระเนตรเปี่ยมล้นด้วยพระเมตตา ทำให้ประชาชนส่วนใหญ่ซึ่งซึมซับนาทีแห่งประวัติศาสตร์ครั้งนี้ มิอาจกลั้นน้ำตาแห่งความปลื้มปิติได้

 

 

จากนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ ไปประทับพักพระราชอิริยาบถ ณ ห้องมุขด้านทิศใต้ เมื่อพระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชการที่เฝ้าฯ คอยส่งเสด็จบริเวณชั้นล่าง พระที่นั่งอนันตสมาคมเรียบร้อยแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จลงจากพระที่นั่งอนันตสมาคมโดยลิฟต์ไปประทับรถยนต์พระที่นั่ง เสด็จฯ กลับโรงพยาบาลศิริราช โดยตลอดเส้นที่ขบวนรถตู้พระที่นั่งเสด็จกลับได้เคลื่อนผ่านอย่างช้าๆเพื่อ ให้พสกนิกรชื่นชมพระบารมีอย่างใกล้ชิด  ประชาชนยังคงกู่ร้อง ทรงพระเจริญๆๆๆๆๆ ดังกึกก้องไปทั่ว   พสกนิกรจำนวนมากเมื่อได้เห็นพระพักตร์ของพระองค์ท่านกลั้นน้ำตาแห่งความ ปลื้มปิติอีกครั้ง หลายคนต่างชูพระบรมฉายาลักษณ์องค์พระเจ้าแผ่นดินขึ้นเหนือหัวพร้อมโบกธงชาติ และธงสีเหลือง ที่มีพระปรมาภิไธย “ภปร.”  ส่วนหลายคนก็กอดพระบรมฉายาลักษณ์แนบองด้วยความประทับใจที่สุดในชีวิต

 

 

11ต่อมาเวลา 11.55 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์ เสด็จฯ กลับโดยรถยนต์พระที่นั่งจาก มหาสมาคม รับการถวายพระพรชัยมงคล ณ สีหบัญชร พระที่นั่งอนันตสมาคม พระราชวังดุสิต มายังอาคารเฉลิมพระเกียรติ โรงพยาบาลศิริราช โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงอยู่ในฉลองพระองค์ครุยราชภูษิตาภรณ์ ในการนี้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ ศ.คลินิก นพ. ประดิษฐ์ ปัญจวีณีน ผอ.โรงพยาบาลศิริราชปิยมหาการุณย์ เป็นผู้ถวายการเข็นรถพระที่นั่ง ผ่านไปยังโถงอาคารเฉลิมพระเกียรติ เพื่อเสด็จพระราชดำเนินไปยังที่ประทับ ณ ชั้น 16 การนี้ระหว่างที่เสด็จพระราชดำเนินผ่านประชาชน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงยิ้มให้กับประชาชนที่มาเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ท่ามกลางเสียงสดุดีแซ่ซ้องสรรเสริญว่า “ทรงพระเจริญ” ดังกึกก้อง ขณะที่ประชาชนต่างชูพระบรมฉายาลักษณ์ขึ้นเหนือหัวพร้อมโบกธงชาติและธงสี เหลือง ที่มีพระปรมาภิไธย “ภปร.” ในขณะที่พระบรมวงศานุวงศ์ทรงยิ้มให้กับประชาชน ซึ่งภาพที่ปรากฏได้สร้างความปลื้มปิติให้แก่พสกนิกรที่มาเฝ้ารอรับเสด็จฯ เป็นอย่างมาก พสกนิกรต่างตื้นตันใจที่ได้เห็นพระพักตร์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ก่อนที่จะเสด็จฯ ขึ้นไปประทับยังชั้น 16 พสกนิกรได้พร้อมใจกันร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี และเพลงสดุดีมหาราชา ท่ามกลางน้ำตาแห่งความปลื้มปิติของประชาชนที่สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่าง หาที่สุดมิได้

 

 

01ต่อมาเวลา 14.30 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนินไปทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจแทนพระองค์ ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม เมื่อรถยนต์พระที่นั่งเทียบที่ประตูเกยหลังวัดพระศรีรัตนศาสดาราม เสด็จพระราชดำเนินไปยังมุขหน้าพระอุโบสถ บรรพชิตจีนและญวนถวายพระพรชัยมงคล แล้วเสด็จเข้าสู่พระอุโบสถ ทรงจุดธูปเทียนบูชาพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร, พระสัมพุทธพรรณี และพระพุทธรูปฉลองพระองค์ ทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการ ทรงจุดเทียนบูชาเทพยดานพเคราะห์ พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์นวัคคหายุสมธัมม์ โหรหลวงบูชาเทพยดานพเคราะห์ ต่อมาเสด็จพระราชดำเนินจากพระอุโบสถไปประทับรถยนต์พระที่นั่ง ที่ประตูเกยหลังวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ไปเทียบที่หน้าพระทวารเทเวศรรักษา เสด็จเข้าสู่พระที่นั่งอัมรินทรวินิจฉัย

 

 

สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้อาลักษณ์ สำนักอาลักษณ์และเครื่องราชอิสริยาภรณ์ สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี อ่านประกาศกระแสพระบรมราชโองการสถาปนาสมณศักดิ์ ชั้นรองสมเด็จพระราชาคณะ พระสงฆ์ 10 รูปเจริญชัยมงคลคาถา ชาวพนักงานลั่นฆ้องชัย ประโคมสังข์ แตร ดุริยางค์ จากนั้นทรงประเคนหิรัญบัฎ พัดยศ ผ้าไตรเครื่องประกอบสมณศักดิ์แด่รองสมเด็จพระราชาคณะ จากนั้นทรงประเคนสัญญาบัตร พัดยศ แด่พระสงฆ์ ซึ่งได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ใหม่อีกรอบตามลำดับ พระสงฆ์ถวายอนุโมทนา สมเด็จพระราชาคณะถวายอดิเรก เจ้าพนักงานกองศาสนูปถัมภ์ กรมการศาสนานิมนต์พระสงฆ์ 86 รูป เข้านั่งอาสนะ

 

 

02ทรงจุดเทียนพระมหามงคลเทียบเท่าพระองค์ และธูปเทียนบูชาพระพุทธรูป เทวรูปพระเคราะห์ แล้วทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการ ทรงศีล แล้วพระสงฆ์ 86 รูป เจริญพระพุทธมนต์การพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษาระหว่างพระสงฆ์เจริญพระพุทธ มนต์ เสด็จขึ้นพระที่นั่งไพศาลทักษิณทางพระทวารเทวราชมเหศวร ทรงจุดธูปเทียนบูชาพระสยามเทวาธิราช แล้วเสด็จออกพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์จบแล้ว สมเด็จพระราชาคณะถวายอดิเรก เสด็จพระราชดำเนินไปประทับรถยนต์พระที่นั่งที่พระทวารเทเวศรรักษา เสด็จพระราชดำเนินกลับ

 

 

ด้านศาลาศิริราช 100 ปี โรงพยาบาลศิริราช มีประชาชนต่างมากราบไหว้พร้อมทั้งถ่ายรูปเป็นที่ระลึกที่หน้าพระบรมฉายา ลักษณ์ พร้อมทั้งอธิษฐานจิตขอให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงหายจากพระอาการประชวร มีพระพลานามัยสมบูรณ์แข็งแรงและเป็นมิ่งขวัญของปวงชนชาวไทยตลอดไปตราบนาน เท่านาน จากนั้น เวลา 13.00 น. ศ.คลินิก นพ.อุดม คชินทร คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล เป็นประธานการจัดงานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อน้อมเกล้าฯ ถวายเป็นพระราชกุศลและเพื่อแสดงความจงรักภักดีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ หัวเนื่องในพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา 5 ธันวาคม 2555 โดยมีพิธีถวายราชสดุดีเฉลิมพระเกียรติ พิธีถวายพระพรชัยมงคล พิธีถวายสัตย์ปฎิญาณ และจัดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ ที่ศาลาศิริราช 100 ปี

 

 

03ด้านความรู้สึกของประชาชนที่ได้มาเฝ้าฯ รับเสด็จ มร.ทาเคชิ ฟูจิทานิ หัวหน้าสำนักข่าวหนังสือพิมพ์อาซาฮี ชินบุน ประจำสำนักงานกรุงเทพฯ เผยความรู้สึกว่า รู้สึกปลื้มใจและประทับใจ เมื่อได้เห็นท่านเสด็จออกจากโรงพยาบาลศิริราชมายังพระที่นั่งอนันตสมาคม ได้เห็นรอยยิ้มของพระองค์ท่านอย่างชัดเจนในรอบ 3 ปีที่ได้มาทำงานประจำที่กรุงเทพ รวมถึงยังรู้สึกทึ่งและประหลาดใจกับจำนวนคนนับแสนคนมารวมตัวกัน เสมือนพระองค์ท่านเป็นศูนย์รวมจิตใจของเหล่าประชาชนคนไทย ซึ่งชาวญี่ปุ่นก็ต่างตั้งตาคอยการเสด็จออกในวันเฉลิมพระชนมพรรษาครั้งนี้ ด้วย เพราะราชวงศ์ไทยและญี่ปุ่นมีความสัมพันธ์ที่ดีมาอย่างยาวนาน

 

 

นางลอร่า ศศิธร พิธีกรชื่อดัง เผยว่า ลูกสาวรบเร้าให้พามาสัมผัสบรรยากาศสักครั้งหนึ่งในชีวิต ด้วยการเขียนการ์ดวางไว้บนหัวเตียง ตัวเองและลูกสาวมีโอกาสมาครั้งแรก เตรียมตัวออกจากบ้านมาแต่เช้าตรู่จับจองพื้นที่ห่างจากแถวหน้าประมาณ 50 เมตรเท่านั้น เมื่อได้เห็นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และอยู่ท่ามกลางมวลพสกนิกรที่พร้อมใจกันมาอย่างไม่มีใครบังคับ มีความรู้สึกหลากหลายปะปนกัน ทั้งดีใจ ตื่นเต้น และซาบซึ้งใจ

 

 

04นางสาวจิตติมา วรรธนะสิน พี่สาวนักร้องดัง จิรายุสและเจตริน วรรธนะสิน กล่าวว่า เดินทางมาตั้งแต่ 6 โมงเช้า ชวนเพื่อนๆ มาถวายพระพรด้วยกัน ส่วนใหญ่ไม่เคยพลาดโอกาสสำคัญเช่นนี้สักครั้ง

 

 

นางบรรยง เชื้อชัย แม่บ้านวัย 64 ปี ชาวอุบลราชธานี เดินทางมาพร้อมลูกสาวอีก 3 คน เปิดเผยว่า อยากมาถวายพระพร เนื่องในโอกาววันเฉลิมพระชนมพรรษาทุกปีไม่เคยพลาดมาเฝ้าฯ รับเสด็จและร่วมถวายพระพร วันนี้ได้เห็นพระองค์ท่านมีพระพักตร์ที่แจ่มใส รู้สึกปลาบปลื้มใจที่ในหลวงทรงมีพระพลานามัยสมบูรณ์ แข็งแรงขึ้น และอยากให้พระองค์ทรงเจริญพระชนมายุถึงร้อยๆ ปี

 

 

นายประพันธ์ เผยภูเขียว อายุ 57 ปี อาชีพรับจ้าง ชาวอ.ศรีราชา จ.ชลบุรี กล่าวด้วยน้ำตาแห่งความปลื้มปิติ ว่าตั้งใจมาเฝ้ารอรับเสด็จฯ ตั้งแต่เมื่อคืนวาน เป็นครั้งแรกในชีวิตที่มีโอกาสได้เห็นพระองค์ท่าน รู้สึกปลาบปลื้มในพระมหากรุณาธิคุณที่พระองค์ท่าน05มีต่อปวงชนชาวไทย ดีใจที่เห็นพระพักตร์พระองค์ท่านสดใส ขอให้พระองค์ท่านหายจากพระอาการประชวร และเป็นมิ่งขวัญของปวงชนชาวไทยตลอดไป

 

 

นายนคร ชนะทวีนันทพงศ์ และน.ส.ณัฐสุดา ชาวต.บ้านกล้วย อ.เมือง จ.สุโขทัย กล่าวด้วยน้ำตาคลอเบ้าว่า ในปีนี้เป็นปีแห่งมหามงคล มีความตั้งใจอย่างมากที่จะเดินทางจากบ้านเกิดมาที่รพ.ศิริราช เป็นครั้งแรกที่ได้มาเห็นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและพระบรมวงศานุวงศ์ ทุกวันนี้ได้น้อมนำแนวทางปฎิบัติเศรษฐกิจพอเพียง มาใช้ในชีวิตประจำวันโดยตลอด ขอให้พระองค์ท่านทุกพระองค์มีพระพลานามัยสมบูรณ์แข็งแรง และขอให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน.

 

ที่มา : เดลินิวส์

 

 


 

ภาพประวัติศาสตร์ทุกฉบับหน้า1นสพ. แผ่นดินเหลืองอร่ามทอง กึกก้อง "ทรงพระเจริญสดุดี" ถวายพระพร "ในหลวง"

 

13547675231354767703l 13547675231354767726l
13547675231354767767l 13547675231354767793l
13547675231354767819l 13547675231354767858l
13547675231354767917l 13547675231354767946l

 

ที่มา : มติชนออนไลน์


 เรื่อง :คำคมของลินคอล์น.. วันอาทิตย์ที่ ๒๕ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๕ เวลา ๒๑:๑๙ น. 
ธัมมะธัมโม
ลงทะเบียนเมื่อ: วันเสาร์ที่ ๒๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๓ เวลา ๒๒:๑๑ น.
: 96
ที่อยู่
หัวข้อ : ภาพและความ
เรื่อง : คำคมของลินคอล์น


 

คำคมของลินคอล์น

ab2

อับราฮัม ลินคอล์น (Abraham Lincoln) ประธานาธิบดีคนที่ 16 ของสหรัฐอเมริกา เป็นผู้ที่ได้รับการยกย่องว่า เป็นประธานาธิบดีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งของสหรัฐ


 

Government of the people, by the people, for the people.
รัฐบาลของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน

 

 

I am a slow walker, but I never walk back.
ข้าพเจ้าเป็นคนเดินช้า แต่ไม่เคยเดินถอยหลัง

 

 

 



The true rule, in determining to embrace, or reject any thing, is not whether it have any evil in it; but whether it have more of evil, than of good. There are few things wholly evil, or wholly good.Almost everything, especially of governmental policy, is an inseparable compound of the two; so that our best judgment of the preponderance between them is continually demanded.
กฎที่แท้จริง ในการตัดสินใจว่าจะเลือกรับหรือไม่รับอะไรก็ตาม ไม่ใช่เพียงเพราะว่า "มันไม่ดี" แต่ต้องดูว่า "ส่วนที่ไม่ดี" นั้น มากกว่า"ส่วนที่ดี"หรือเปล่า "จุดที่ดี"หรือ"ไม่ดี"มีกี่จุด กฏนี้ใช้ได้กับทุกอย่าง โดยเฉพาะนโยบายรัฐบาล ทุกอย่างประกอบด้วยสององค์ประกอบที่แยกกันไม่ออก เพราะฉะนั้นเราก็ต้องชั่งน้ำหนักเอาเอง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

It is better to stay silent and let people think you are an idiot than to open your mouth and remove all doubt.
การเงียบแล้วปล่อยให้ใครๆ คิดว่าเราโง่ ดีกว่าเปิดปากแล้วข้อสงสัยกระจ่าง

 

 

 

 

 

 

If I had six hours to chop down a tree, I'd spend the first four hours sharpening the axe.
ถ้าข้าพเจ้ามีเวลา 6 ชั่วโมงในการตัดต้นไม้ จะเอา 4 ชั่วโมงไว้ ลับขวาน

 

 

 

 

 

Be sure you put your feet in the right place, then stand firm.
เมื่อแน่ใจว่ายืนอยู่ในที่ที่ถูก ต้องยืนให้มั่น

 

 

 

 

 

Perhaps a man's character is like a tree, and his reputation like its character: the shadow is what we think of it, the tree is the real thing.
ถ้าเปรียบคนกับต้นไม้ ชื่อเสียงเหมือนกับรูปลักษณ์ต้นไม้ "เงา" คือสิ่งที่ทำให้เรานึกถึงต้นไม้ แต่"ต้นไม้" คือ "สิ่งที่แท้จริง"

 

 

 

 

 

 

When I do good, I feel good. When I do bad, I feel bad. That's my religion.
เมื่อข้าพเจ้าทำดี ข้าพเจ้าจะรู้สึกดี เมื่อทำเลว ก็จะรู้สึกไม่ดี นั่นแหละ ศาสนาของข้าพเจ้า

 

 

 

 

 

You cannot escape the responsibility of tomorrow by evading it today.
เราไม่สามารถเลี่ยงความรับผิดชอบในวันพรุ่งนี้โดยเลี่ยงมันวันนี้

 

 

 

 

 

You may fool all the people some of the time; you can even fool some of the people all the time; but you can’t fool all of the people all the time.
คุณอาจจะหลอกคนทุกคนได้ในบางเวลา คุณอาจจะหลอกคนบางคนได้ตลอดเวลา แต่คุณไม่สามารถหลอกคนทุกคนได้ตลอดเวลา

 


Destroy your enemy by making him your friend.
จงทำลายศัตรูของท่านด้วยการทำให้เขาเป็นมิตร

 

 

 

 

ที่มา : th.wikiquote.org


 เรื่อง :"บารัค โอบามา" เข้าเฝ้าฯ ในหลวง ที่ รพ.ศิริราช.. วันอาทิตย์ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๕ เวลา ๒๑:๒๔ น. 
ธัมมะธัมโม
ลงทะเบียนเมื่อ: วันเสาร์ที่ ๒๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๓ เวลา ๒๒:๑๑ น.
: 96
ที่อยู่
หัวข้อ : ข่าวสารบ้านเมือง
เรื่อง : "บารัค โอบามา" เข้าเฝ้าฯ ในหลวง ที่ รพ.ศิริราช

"บารัค โอบามา" เข้าเฝ้าฯ ในหลวง ที่ รพ.ศิริราช

167419

"ในหลวง" โปรดเกล้าฯ ให้ประธานาธิบดีสหรัฐ "บารัค โอบามา" และคณะ พร้อมนายกฯ ปู เข้าเฝ้าฯ ที่ รพ.ศิริราช ทรงมีพระราชปฏิสันถารและทรงพระราชทานของขวัญแก่ผู้นำสหรัฐและคณะด้วย

 

วันนี้ (18 พ.ย.) เวลา 16.53 น. ณ ห้องประชุมสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ อาคารเฉลิมพระเกียรติ ชั้น 14 โรงพยาบาลศิริราช พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี นำนายบารัค โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา นางฮิลลารี คลินตัน รมว.การต่างประเทศ นางคริสตี้ แอนน์ เคนนีย์ เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย และคณะ เข้าเฝ้าฯ ในโอกาสที่นายบารัค โอบามา เยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการในฐานะแขกของรัฐบาล ระหว่างวันที่ 18-19 พ.ย. นี้ มีนายชัยยงค์ สัจจิพานนท์ เอกอัครราชทูตไทยประจำสหรัฐอเมริกา และนายณรงค์ฤทธิ์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา รองเลขาธิการพระราชวัง ฝ่ายที่ประทับ  เข้าเฝ้าฯ ด้วย

 

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงสัมผัสพระหัตถ์กับนายบารัค โอบามา นางฮิลลารี คลินตัน จากนั้นทรงมีพระราชปฎิสันถารกับประธานาธิบดีสหรัฐและคณะ ก่อนที่จะพระราชทานของขวัญแก่ประธานาธิบดี และนายบารัค โอบามา ถวายของขวัญแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แล้วนายบารัค โอบามาและคณะ กราบบังคมทูลลา

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การรักษาความปลอดภัยภายใน รพ.ศิริราช และบริเวณโดยรอบโรงพยาบาลเป็นไปอย่างเข็มงวด เจ้าหน้าที่ทั้งตำรวจและทหารกว่า 300 นายคอยดูแลความเรียบร้อย ท่ามกลางประชาชนจำนวนมากที่ทราบข่าวต่างมารอชมประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา แต่เป็นไปด้วยความยากลำบาก เนื่องด้วยระบบรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวด

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังเข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แล้ว ประธานาธิบดีสหรัฐและคณะ ได้เดินทางต่อไปยังทำเนียบรัฐบาล เพื่อเข้าร่วมพิธีต้อนรับอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลไทย และหารือกับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี จากนั้นจะมีการแถลงข่าวร่วมกัน และรัฐบาลเป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารค่ำเพื่อเป็นเกียรติแก่ประธานาธิบดีสหรัฐ และคณะ

 

ที่มา : เดลินิวส์

 

 


 

    

 

ที่มา : YouTube

หน้า # 




www.DhammaDhammo.com